bowling

ประวัติส่วนตัว

01:14, 10 September 2007 .. 0 comments .. Link

ประวัติส่วนตัว

ชื่อจริงดุษยา  มุทรพัฒน์    ชื่อเล่น โบว์ลิ่ง

เกิดวันเสาร์ ที่ 14 พฤศจิกายน  พ.ศ.2535

ที่อยู่  83หมู่ 3 ตำบลนาดี  อำเภอนาดี  จังหวัดปราจีนบุรี

อีเมล dutsaya7@thaimail.com

บล็อก http://bowling.blogka.com

เรียนอยู่ที่  โรงเรียนมณีเสวตรอุปถัมภ์

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ห้อง1

มีเพื่อนสนิทอยู่ 3 คน คือ  แอม  แป้ง  การ

นิสัย  ถ้าไม่สนิทจะไม่รู้

ชอบสี  แดง เขียว

ไม่ชอบ จิ้งเหลน  งู(โดยเฉพาะหัวงู)

ชอบ สัตว์ หรือ คน  ถ้านิสัยดีก็  OK

ชอบกินไอติม 

พอแล้วนะ(เดี๋ยวรู้หมด)

 

 

 

 



เงาสยอง

12:26, 30 August 2007 .. 0 comments .. Link
เงาสยอง

"นายตี๋" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากหอพักรังสิต

ผมมีเพื่อนชื่อ "ต๋อง" เป็นนักเรียนต่างจังหวัดที่ต้องเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เขาอยู่หอแถวรังสิต ทำท่าเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง...กลัวมากจนขอร้องให้ผมไปอยู่เป็นเพื่อน

บ้านผมอยู่ลาดพร้าวต้นๆ ถือว่าไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนัก ผมเคยอยู่หอแต่แม่ไม่อยากให้ไปอยู่ ฉะนั้น เมื่อเรียนมหาวิทยาลัยได้แค่เดือนเดียว แล้วผมจะไปอยู่กับเพื่อน แม่จึงไม่พอใจอย่างแรง แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง

ผมต้องยืนยันกับแม่ว่าต๋องเป็นคนดี เป็นเด็กเรียนที่ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ใครชวนไปไหนก็ไม่ไป จนไม่มีใครอยากจะคบมันแล้ว นอกจากผมคนเดียวที่สงสารหน้าเซียวๆ ของมัน

อีกอย่างหนึ่ง ผมบอกแม่ว่าจะไปอยู่กับต๋องแค่ชั่วคราว อาจจะแค่ 2 - 3 วันเท่านั้นด้วยซ้ำ เพราะต๋องขี้กลัว...มันอาจจะแปลกที่แปลกทางก็ได้!

วันแรกที่ผมเดินเข้าไปในห้องของต๋อง มันคล้ายจะไม่มีอะไร แต่รู้สึกอึดอัดยังไงชอบกล...ห้องของต๋องอยู่ชั้น 3 ริมสุดของตึก มีหน้าต่างเปิดได้สองด้าน ดูดีออก อย่างน้อยอากาศก็ถ่ายเทสะดวก นับว่าโชคดีที่ได้ห้องนี้ด้วยซ้ำ แต่อะไรทำให้อึดอัดก็ไม่รู้?

เออ...จะว่าต๋องทำห้องสกปรกรุงรังก็ไม่ใช่ เขามีระเบียบเรียบร้อย สมบัติพัสถานก็ไม่มีอะไรมากสักหน่อย ห้องโล่งกว่าห้องผมที่บ้านตั้งเยอะ

ผมขอสรุปว่าห้องของต๋องไม่ค่อยน่าอยู่เลยครับ!

มันเป็นแค่ความรู้สึก...ความรู้สึกลึกๆ ในใจที่ขัดแย้งกับสถานที่อย่างมากที่สุด...คุณคิดดูเถอะว่าคุณไปอยู่ในห้องที่สว่างไสว ไม่อบอ้าว ทุกอย่างจัดเข้าที่ไม่มีอะไรเกะกะลูกตา แต่คุณรู้สึกเหมือนมีอะไรมากดทับ ไม่มีความปลอดโปร่งสบายใจซะเลย

ในห้องนี้มีห้องน้ำในตัวด้วยครับ แม้จะเล็กแคบแต่ก็สะดวก นับว่าเป็นอีกหนึ่งโชคดีที่ไม่ต้องไปใช้ห้องน้ำรวม

เย็นนั้น พอเลิกเรียนเราก็หาอะไรกินกัน แล้วเดินโต๋เต๋อยู่แถวห้างสรรพสินค้ากันหน่อย พอทุ่มกว่าๆ เราก็กลับหอ...ขึ้นบันไดครับ ไม่ได้ขึ้นลิฟต์ บรรยากาศในหอไม่ถึงกับเปล่าเปลี่ยวนัก มีคนเดินเข้าเดินออกตลอดเวลา ไฟก็สว่างไสวดี

พอถึงห้องของต๋อง ตอนเปิดประตูเข้าไปผมเห็นคล้ายเงาคน หลบวูบหายเข้าไปทางห้องน้ำ...ผมอาจจะตาฝาดก็ได้! ขณเดียวกัน ต๋องก็เอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟข้างประตูห้องสว่างโร่ ผมเลยลืมเรื่องเงาแปลกๆ ที่เห็นไม่กี่วินาทีก่อน

ต๋องมีทีวีสีเครื่องเล็กๆ ในห้องด้วย แต่เราไม่ชอบดูทีวีเท่าไหร่หรอกครับ ต๋องคว้ากีตาร์มาบรรเลง...พอ 4 ทุ่มเราก็เตรียมตัวเข้านอน

ที่นอนของเราก็คือฟูกที่ปูกับพื้น ต๋องให้ผมนอนบนฟูกบางๆ นั่น ส่วนเขานอนกับพื้นได้สบายมาก...เราดับไฟ แล้วทุกอย่างก็เงียบสงัด...

ผมกำลังจะหลับอยู่แล้วเชียว แต่มีเสียงหนึ่งปลุกให้ต้องลืมตาตื่นขึ้น...มันเป็นเสียงกระแอมเบาๆ อยู่ในห้องนี่เอง มันดังมาจากทางประตู ผมมองไปทางนั้นโดยสัญชาตญาณ และแล้วในความมืดสลัว ผมก็เห็นคล้ายผู้ชายตัวผอมๆ สูงๆ ยืนเท้าเอว พิงประตูอยู่...ต๋องขยับมาหาผมแล้วสะกิดให้ดู ขณะที่กดไฟฉายกระบอกใหญ่ กราดแสงไปทางนั้นทันที

...ที่บานประตูห้องว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ไม่มีใครจะมาเล่นกล แอบแฝงอยู่ได้ด้วย แต่พอต๋องปิดไฟ เงานั้นก็ปรากฏขึ้นอีกอย่างน่าขนลุก ผมพยายามเอี้ยวมองว่ามันเป็นแสงสะท้อนอะไรได้ไหม? ก็ไม่มีแฮะ!

"เปิดไฟนอนดีกว่าว่ะ" ผมบอกเพื่อน ต๋องก็พยักหน้า เราไม่ได้เปิดไฟนีออนกลางห้อง แต่เปิดโป๊ะไฟอ่านหนังสือ ห้องพอจะสว่างเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่ต้องเพ่ง แต่ก็ไม่สว่างจนแสบตา

ผมเริ่มรู้แล้วละ ว่าที่ต๋องบอกว่ากลัวน่ะ...เขากลัวอะไร? ผมเองยังบอกไม่ได้ว่าเงานั่นคืออะไรกันแน่ แต่ก็นึกถึงเรื่องผีๆ สางๆ แล้วละครับ

การรับรู้นี้ทำให้ผมเริ่มระแวง ลมที่พัดมาจากพัดลมส่ายไปมามันหนาวเยือกจับใจชอบกล ผมพยายามข่มตาให้หลับ แต่ก็อดลืมตามองไปทางประตูไม่ได้...เชื่อไหมครับว่าผมยังเห็นเป็นเค้าโครงเหมือนคนยืนเท้าเอวพิงประตูอยู่เหมือนเดิม

ตลอดคืน ผมหลับสนิทไปเลย เพราะบางทีก็มีเสียงฝีเท้าเดินวนรอบห้อง บางทีได้ยินเสียงเหมือนใครเข้าห้องน้ำ ทั้งที่ต๋องก็ยังนอนหลับกรนอยู่ข้างๆ

ที่น่ากลัวสุดๆ คือผมเห็นขาคนข้างหนึ่ง อยู่ในท่าจะก้าวออกมาจากห้องน้ำ มันเกิดขึ้นแวบเดียว แต่ก็เล่นเอาผมตาเหลือก ใจเต้นโครมๆ มือเท้าเย็นเฉียบไปหมดเลยครับ

ผมนอนไม่หลับอีกเลย เหมือนดูนาฬิกาก็เห็นว่าตี 4 กว่าๆ มันทรมานมากจริงๆ ครับที่ต้องนอนกลัวจนเหงื่อแตกซิกๆ อยู่จนรุ่งเช้า

ต๋องบอกว่า นี่แหละที่ต๋องต้องทนอยู่เป็นเดือน เขามาแบบนี้เกือบทุกคืน แต่ก็ไม่ทำอะไรมากกว่านี้

ผมชมต๋องว่าเก่งจริงๆ เป็นผมละย้ายออกตั้งแต่วันแรกแล้ว ต๋องจะเก่งหรือเสียดายค่าเช่าที่จ่ายล่วงหน้าก็ไม่รู้ละ แต่ทุกวันนี้ผมขอแม่ให้ต๋องมาอยู่บ้านเรา ซึ่งแม่ก็เต็มใจมากๆ เรามีห้องว่างอยู่ห้องหนึ่งยกให้ต๋องไปเลย...อยู่จนเรียนจบนะเพื่อน

ทุกวันนี้ไม่เฉพาะผมกับต๋องเท่านั้นที่เป็นเพื่อนกัน แม่ผมกับต๋องก็พลอยรู้จัก ถูกชะตา สนิทสนมกันไปเอง...โดยผีหลอกคราวนี้คุ้นครับที่ได้เพื่อนดีๆ เพิ่มขึ้นอีกคน!



เมื่อเวลาหยุดเดิน

12:22, 30 August 2007 .. 0 comments .. Link

เมื่อนาฬิกา . . . หยุดเดิน



ข้อมูลจาก Forward Mail
โดยคุณ benja19
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

ใครที่ผูกนาฬิกาบ่อยๆ จนติด
คงจะรู้สึกได้ . . . ในวันที่นาฬิกาหายไปจากข้อมือ


ฉันเอง . . . ก็เป็นคนที่ผูกนาฬิกามาตลอด . . .
หากวันไหนลืมจะรู้สึกว่า . . . บางอย่างมันหายไป
มันว่างๆ และขัดเขินทุกครั้ง . . . ที่ยกข้อมือที่ว่างเปล่าขึ้นมาดู


เมื่อราวสองปีก่อน . . . ที่นาฬิกาเรือนโปรดของฉันพัง
ด้วยความไม่มีสติ . . . ฉันเอาข้อมือไปทุบผนังห้องน้ำเล่นๆ
โชคร้าย . . . ที่มือไม่เป็นอะไร
นาฬิกาต่างหากที่พินาศ . . . กระจกร้าว

ฉันถอดมันออกวางไว้ . . . ไม่ยอมเอาไปซ่อม
ด้วยว่า . . . รู้สึกถึงภาพเก่า และวันเวลาที่เก็บอยู่ในนั้น
ฉัน . . . เลิกใส่นาฬิกา และพบว่าตัวเองมีอาการยกข้อมือเก้อ
เก้อ . . . อยู่เป็นเวลานานพอดู

ความเคยชินของคนเรา เกิดขึ้น . . .
เมื่อเราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นประจำ . . . ในระยะเวลานานพอควร
และยังคงความเคยชินอยู่
เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งนั้นหายไปในระยะแรกๆ

จนเวลาผ่านไปนาน . . .
ฉันจึงเริ่มชิน . . . กับการแอบมองเข็มนาฬิกาบนข้อมือคนอื่น
เวลาผ่านไป พร้อมกับบาดแผลที่เริ่มเลือนหาย
ฉันคิดโง่ๆ ว่า . . .
ภาพเหล่านั้นจะตายไปพร้อมนาฬิกา แต่มันไม่ใช่

ฉันตัดสินใจซ่อมนาฬิกา
เมื่อมันกลับมาวันแรกๆ ฉันรู้สึกไม่คุ้น
จนถึงตอนนี้ . . . ก็ยังไม่คุ้น
ฉันยังแอบมอง . . . นาฬิกาบนข้อมือคนอื่น อยู่เหมือนเดิม
ฉันรู้สึกเขินแกมขำทุกครั้ง . . . ที่แอบมองข้อมือคนอื่น
ทั้งๆ ที่มีนาฬิกาอยู่บนข้อมือของตัวเอง

ฉันนึกถึงใครบางคน . . . ที่มักจะปรากฏตัวพร้อมรอยยิ้มเสมอๆ
ในบางช่วง ที่เขาหายหน้าหายเสียงไป . . .
ฉันรู้สึกขาดๆ แต่ก็เพียงชั่วเวลาสั้นๆ
ในบางครั้ง . . . ฉันพอใจที่มีเขาอยู่ใกล้ๆ
ในวันที่ไม่แข็งแรง . . .


แต่ . . . ในบางครั้งฉันกลับรู้สึกพอใจ
กับการได้เดินคนเดียว . . . เดี่ยวๆ ในวันว่าง
หรือเป็นความผูกพัน หรือเป็นเพียงความเคยชิน
หัวใจฉัน . . . ยังตอบคำถามได้ไม่กระจ่างชัดนัก

"คนเราจะรู้ค่าก็ต่อเมื่อ . . . สูญเสียสิ่งนั้นไป"
ฉันมักได้ยินใครๆ พูด
แต่ . . . ฉันกลับคิดว่า หากฉันยังมองไม่เห็น
ฉันน่าจะยอมเสียไปดีกว่า . . . เพื่อให้ซึ้งถึงคุณค่านั้น
ฉัน . . . ไม่อยากเอาเปรียบเขา
หากจะรั้งเขาไว้ด้วยความคุ้นเคย ที่ไม่ใช่ความผูกพัน
ฉัน . . . ไม่อยากโกหกตัวเอง
หากจะรั้งเขาไว้ . . . ด้วยความไม่แน่ชัด

ฉันมีคำถาม . . . ที่ยังขบไม่แตกกับคำว่า . . .
ผูกพัน หรือว่าจะเป็นแค่คุ้นเคย
บางที . . . มันอาจจะเป็นการดี
หากฉันจะอยู่ห่างๆ หรือตัดขาด
เพื่อให้รู้จัก . . . หัวใจของตัวเองมากขึ้น
กับใครบางคน . . . ที่ขาดหายไปจากชีวิต

อาจเป็นเหมือน . . . นาฬิกาที่ขาดสาย
อาจรู้สึกแปลบๆ และมองหากับการหายไปในช่วงแรก
แต่ไม่นาน . . . คงจะชิน




แม่

12:20, 30 August 2007 .. 0 comments .. Link

"แม่"



















จุดจบของมือที่3

12:18, 30 August 2007 .. 0 comments .. Link

จุดจบของมือที่ 3



ข้อมูลจาก Forward Mail
โดยคุณ Stranger
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

ระหว่างที่คบกับเขา ฉันรู้ตัวเองดีมาตลอดว่า . . .
ฉันเป็นมือที่ 3 แต่ถ้าพูดไปแล้วใครจะเชื่อล่ะว่า . . .
ฉันไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้อยากจะเป็นมือที่ 3
เขาทำให้ฉันรักเขา รักมากเกินกว่าที่จะยอมตัดใจ
และก้าวเดินออกมาในวันที่รู้ว่า . . . เขามีใครอยู่แล้ว

เราคบกันได้ 6 เดือน . . .
ตลอดเวลาที่คบกัน เขาทำให้ฉันเชื่อว่า  . . .
ถึงแม้ว่าวันหนึ่งระหว่างฉันกับเขาต้องจบลง
เหตุผลก็ไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนนั้น  . . .


ในวันสุดท้ายเขาก็ยังปฏิบัติต่อฉันเหมือนเดิม
แต่ก็มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกแปลก ๆ
จนวันรุ่งขึ้น . . . ฉันโทรไปหาเขา
และได้ฟังคำพูด ที่ทำให้โลกของฉันมันหยุดหมุน


“พี่เลือกเขา . . . เราเลิกกันเถอะ”
ฉันชาไปทั้งตัว ร้องไห้โดยไม่อายใคร
พยายามขอให้เขากลับมารักฉัน
แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร


นี่น่ะหรือ คือ บทสรุปของมือที่ 3
ที่ถูกใครต่อใครตราหน้าว่า เลว ชอบแย่งของคนอื่น
มีมือที่ 3 คนไหนบ้างที่ถูกทิ้งอย่างน่าสมเพชอย่างฉัน . . .
เฮ้อ . . .เศร้าใจจัง

 



งูมีเขา

12:12, 30 August 2007 .. 0 comments .. Link

"งูมีเขา" พิษร้ายแรง สัตว์แปลกจากอเมริกา


Horned Viper

          ผู้ชายมีเขากับเฒ่าหัวงู...สองคำที่มีความหมายแตกต่าง ห่างไกลกันอย่างสิ้นเชิงเพราะคำแรกเปรียบเปรยสามีที่ภรรยาปฏิบัติตัวในทางเลวทราม แล้ว สามีที่มิรู้ ถึงพฤติกรรมเป็นการเปรียบเสมือนว่าโง่เง่า เหมือนวัวควายคือ...ชายมีเขา...

          ...ส่วน “เฒ่าหัวงู” มักจะพบเห็นทั่วไปในบ้านเรา อันเนื่องมาจากตัณหาอารมณ์ที่วกกลับมาตอนแก่ๆของผู้ชายนี่เอง... แบบว่าเจอสาวเอ๊าะทีไรเป็นฉกว้าบ เหมือนกับงูที่ฉกเหยื่อ อะไรเทือกนั้น!!!

          และก็มีอีกคำที่แปลกไปกว่า 2 คำแรกคือ “งูมีเขา”...สัตว์ตัวนี้เมียมันก็คงไม่มีพฤติกรรมเหมือนกับคนที่มีเขา... “หลายชีวิต” ที่จะนำเสนอในสัปดาห์นี้

          Horned Viperหรือ งูมีเขา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cerates Cerates มีถิ่นอาศัยอยู่ทางประเทศสหรัฐอเมริกาตอนเหนือ แอฟริกา และตะวันออกกลาง

          สัตว์ชนิดนี้เป็นงูที่มีพิษรุนแรง ลักษณะลำตัวเหมือนกับงูพิษโดยทั่วไป แต่สิ่งพิเศษนั่นคือ มัน มีเขางอกขึ้นมาอยู่บนหัวที่บริเวณเหนือคิ้วบนดวงตาทั้งสองข้าง และเขานี้ก็ไม่ใช่เขาอ่อนเสียด้วย...แข็งเป๊ก.. .แข็งถึงขั้นใช้พุ่งชนเหยื่อให้ได้รับความเจ็บปวดได้อีกด้วย

          อุปนิสัยส่วนตัวมักชอบซ่อนตัวอยู่ในทราย เพื่อรอเวลาที่จะฉกเหยื่อเป็นอาหารโดย เหยื่อส่วนใหญ่จะเป็นจำพวกสัตว์ขนาดเล็ก สัตว์เลื้อยคลานและนกชนิดต่างๆ

Green tree python

          ส่วนอีกตัวหนึ่ง แปลกไม่แพ้กัน คืองูสีหรือ งูหลามต้นไม้ Green tree python มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Morelia viridis มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ป่านิวกินีและทางตะวันออกของประเทศออสเตรเลีย ไม่มีพิษ ขนาดลำตัว 6 นิ้ว สีตามลำตัวจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามอายุไข

          นางสาวรัชนี ตั้งเจริญธรรม ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัทซีคอนดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า....ช่วงนี้ ได้เนรมิตทะเลทรายขึ้นกลางศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ เพื่อจัดงาน Seacon Pet Planet รวบรวมสัตว์จากทั่วทุกมุมโลก

          มี Meerkat เมียร์แคท Vizchaca กระต่ายภูเขา Richardson Ground Squirrel กระรอกดิน Jerboa หนูแอฟริกา (มีลักษณะคล้าย จิงโจ้แคระ) Gerbil หนูถีบจักร (มีหางยาวเป็นพุ่มเหมือนไม้เบสบอล)...

          ...Horned Lizard กิ้งก่าอเมริกาเหนือ (มีลักษณะเด่นใช้วิธีพ่นเลือดออกจากตาเพื่อป้องกันศัตรู) Uromastyx กิ้งก่าหางหนาม FrilledDragon กิ้งก่าคอแผงออสเตรเลีย Bearded Dragon กิ้งก่าเครางาม (ใช้ วิธีพองเคราใต้คอเพื่อข่มขู่ศัตรู) LeopardGeckos ตุ๊กแกลายเสือดาวอัฟกานิสถาน Blue Tongued Skink จิ้งเหลนบลูทั้งก์ (มีลิ้นสีน้ำเงิน)

          งานนี้จะมีถึงวันที่ 2 กันยายน นี้เท่านั้น...!!!


ความไม่แน่นอน

01:49, 27 August 2007 .. 0 comments .. Link
ความไม่แน่นอน
Tags diary,htm
3
Cool
ใครที่เคยบอกว่ารักเรา............วันนี้มันอาจจะไม่ใช่

ใครที่เคยบอกว่ารักเรา............วันนี้มันอาจจะเป็นเพียงสิ่งที่พูดไปเพียงแค่ผ่านๆไปเท่านั้น

ใครที่เคยบอกว่ารักเรา............วันนี้มันอาจจะรักเราน้อยลง

ใครที่เคยบอกว่ารักเรา..............วันนี้อาจจะเป็นเพียงคำพูดที่ลอยไปลอยมา

ใครที่เคยบอกว่ารักเรา.............วันนี้เค้าอาจจะเกลียดเราเข้าไส้

ใครที่เคยบอกว่ารักเรา.............วันนี้เค้าอาจจะทำให้เราเสียน้ำตามากยิ่งกว่าแม่น้ำในทะเล

ใครที่เคยบอกว่ารักเรา...............วันนี้เค้าอาจจะหันไปรักคนอื่น

ใครที่เคยบอกว่ารักเรา...............วันนี้เค้าอาจจะลืม-------เรา

Cool
ใครที่เคยบอกว่าเกลียดเรา................วันนี้เค้าอาจจะเกลียดเราน้อยลง

ใครที่เคยบอกว่าเกลียดเรา................วันนี้เค้าอาจจะพูดเพราะโกรธเราเท่านั้น

ใครที่เคยบอกว่าเกลียดเรา................วันนี้เค้าอาจจะอยากคุยกับเรา

ใครที่เคยบอกว่าเกลียดเรา................วันนี้เค้าอาจจะอยากปรับความเข้าใจกับเรา

ใครที่เคยบอกว่าเกลียดเรา................วันนี้เค้าอาจจะเป็นคนปลอบเราเมื่อเราเจ็บ

ใครที่เคยบอกว่าเกลียดเรา................วันนี้เค้าอาจจะรักเรามากเสียยิ่งกว่าใคร

ใครที่เคยบอกว่าเกลียดเรา................วันนี้เค้าอาจจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเรา

ใครที่เคยบอกว่าเกลียดเรา................วันนี้เค้าอาจจะต้องการอยู่กับเราและรับฟังความรู้สึกที่ไม่มีใครรับฟัง

ใครที่เคยบอกว่าเกลียดเรา..............วันนี้เค้าอาจจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเราไปซะแล้ว
Cool
แล้วอะไรที่เอามาบอกว่าแน่นอน -*-

อะไรจะเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่เค้าบอกมันเป็นความจริง

อะไรจะเป็นเครื่องยืนยันว่าถ้าเราเชื่อแล้วเราจะไม่ผิดหวัง

อะไรจะเป็นเครื่องยืนยันในสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา


ท้องฟ้า................ไม่สามรถแจ่มใสได้อยู่ตลอดเวลา
ท้องฟ้า................ไม่สามารถมืดมัวได้อยู่ตลอดเวลา

ฝน......................ไม่สามารถตกได้ตามฤดูกาล
ฝน......................ไม่สามารถจะตกได้ทุกฤดูกาล

หิมะ...................ไม่สามารถตกได้ทุกพื้นที่ทั่วโลก
หิมะ...................ไม่สามารถอยู่ได้เมื่อมีพระอาทิตย์ส่องแสง ~ เพราะมันจะต้องละลาย

ลมหนาว............ไม่สามารถทำให้เหน็บหนาวเมื่อพระอาทิตย์มีพลังมากกว่า
ลมหนาว............ไม่สามารถทำให้ผู้คนหนาวได้ตลอด

พระอาทิตย์.......ไม่สามารถส่องแสงให้เราเห็นโดยตรงในตอนกลางคืน
ดวงจันทร์.........ไม่สามารถมีแสงเหนือดาวดวงอื่นให้เราเห็นในตอนกลางวัน


ความสุข..........ไม่สามารถอยู่กับความรู้สึกได้เสมอไป

ความทุกข์........ไม่สามารถทำร้ายคนได้ทุกครั้งไป

แล้วอะไรที่ว่าแน่นอน......บอกหน่อยได้ไหม

อย่า........อย่า......อย่า..........อย่า

อย่ายืนยัน...........อย่ายืนยันในสิ่งที่มันสามารถเปลี่ยนได้

อย่ายืนยันในสิ่งที่เธอก็ไม่สามารถแน่ใจ

เธอ.....ไม่สามารถรู้อนาคตได้

ขอร้อง.......ขอร้อง........ขอร้อง

ขอร้องเธออย่าทำให้ฉันเสียใจ.......มากไปกว่านี้เลย

อย่าทำให้ฉันต้องยืนอยู่บนความรู้สึกที่แหลกรอน เพราะฉันไม่รู้จะวางความฝันของฉันตรงไหนของเส้นทาง



ส่งไปถึง........คนที่เชื่อมั่น
จาก..........คนที่เจ็บช้ำเพราะเธอ



ทำยังไง จะตัดใจจากเธอ

01:23, 27 August 2007 .. 0 comments .. Link
...ทำยังไงดี...(จะตัดใจจากเธอ)...
Tags pipi
5
...หากว่าเราไม่เจอหน้ากันก็อาจจะดีกว่านี้...แต่เหมือนว่ายิ่งจะหนีเธอ...ยิ่งหนีก็ดูจะยิ่งเจอเหมือนเงาที่เจ็บ...ก็คือเมื่อไหร่พบเธอก็เจอเธอเดินกับเขา......ฉันมันเป็นก็เพียงแค่เพื่อนเก่า...วันนี้เค้ากลายเป็นคนของเธอยิ่งได้เห็น...เธอคอยห่วงใยใส่ใจกับเขามากมายยิ่งไม่รู้...จะซ่อนอย่างไรไม่ให้เขาเห็นน้ำตา......เมื่อต้องทักทาย...ทำยังไง...จึงจะเก่งเหมือนเธอ...ไม่สะทกสะท้านสะเทือนใจ...เธอทำยังไง...เธอจึงหมดเยื่อใยอยากจะทำให้เหมือนที่เธอทำ...ฉันมันเก่งแค่ทน...เป็นแค่คนช่างจดช่างจำ...ก็ต้องเสียน้ำตาต่อไป...หากวันใดตัดใจได้ขาด...ก็อาจไม่ต้องเจ็บช้ำก็พูดก็เตือนว่าต้องทำ...แต่ฉันก็ทำไม่ได้เลยสักทีถ้าหากว่าเธอจับมือเขาอยู่...ได้โปรดอย่ามองทางนี้......เพื่อนคนหนึ่งจะวานให้ช่วยที......ก็หวังว่าเธอจะมีน้ำใจ...จากนาทีที่รักเธอ...จวบจนวันที่เธอนั้นเลิกราบอกได้เลยว่า...ใจฉันไม่เคยไม่รักเธอ...แต่เธอคงไม่รู้สึก...ไม่เคยจำอะไรที่เจอไม่อยากจะคิดว่าเธอ...ไม่เคยจะรักฉัน...


ขอเพียงอดทนสู้

01:20, 27 August 2007 .. 0 comments .. Link
   
ขอเพียงอดทนและทนสู้
Tags ธรรมะ
20

ชีวิตมีทุกข์และสุข ปะปนกัน เปรียบเช่นเวลาแห่งฤดูกาล
บางคราวชีวิตมีแต่ความหม่นหมอง หมดหวัง ท้อแท้
ไร้ซึ่งกำลังใจ ดั่งเช่นฤดูหนาวอันเหน็บหนาว
หรือฤดูใบไม้ร่วงที่แสนซึมเซา

ขอเพียงอดทนไว้ เพราะอีกไม่นาน
ฤดูหนาวอันยาวนานก็จะผ่านพ้นไป
ฤดูร้อนอันสดใสจะเข้ามาแทนที่

อีกทั้งยอดอ่อนของต้นไม้ใบหญ้า
ก็จะผลิใบแตกยอดอ่อนจากฤดูใบไม้ร่วง
ก็จะกลายเป็นฤดูใบไม้ผลิที่งอกงามเบิกบาน

ชีวิตก็เช่นกัน อดทนและเข้มแข็งเพื่อรอวันนั้น
รอวันเวลาที่งดงาม ดั่งเช่นฤดูร้อนแทนที่ฤดูหนาว
ฤดูใบไม้ผลิแทนที่ฤดูใบไม้
ร่วง"
 

"เวลาห้องสกปรก เราก็ทำความสะอาด
ไม่นานเราก็จะได้ห้องใหม่ที่น่าอยู่

แต่แปลก...เวลาเราเป็นทุกข์
ไม่สบายใจ เคียดแค้นขมขื่น เรามักจะเก็บมันไว้
ไม่ยอมเอาออกจากใจ ปล่อยทิ้งไว้เช่นนั้น

นานเข้าก็จะกลายเป็นคราบฝังแน่น ยากที่จะลบเลือนออกจากใจ
จนทำให้แสดงออกมาภายนอกในแง่ที่ไม่ดีไม่งาม เก็บกด
หรือทำร้ายร่างกาย

ทำไมไม่ทิ้งความทุกข์ ความไม่สบายใจ
เหล่านั้นทิ้งไปเสียเล่า ชำระใจให้สะอาด
ให้เหลือไว้เพียงแต่ความดี ความสบายใจ

แม้บางครั้ง อาจใช้เวลานานก็ต้องพยายาม
เพราะในที่สุดเมื่อจิตใจสะอาด
เราก็จะได้หัวใจที่ผ่องแผ้ว สดใส
ทำให้เกิดความสุขตลอดไป..."



ทางที่คุณจะเลือกเดิน

01:15, 27 August 2007 .. 0 comments .. Link

ทางที่คุณจะเลือกเดิน...



ข้อมูลจาก Forward Mail
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต


ในชีวิตมีหลายทางเลือกให้เลือกเดิน . . .
ถ้าเป็นเธอ . . . เธอจะเลือกทางไหน??




ทางแรก . . . เป็นทางที่มีผู้คน เพื่อนมากมายแต่กลับ
รู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้าง . . . ไม่มีใครเข้าใจ
มีแต่การพูดจาทำร้ายจิตใจ . . .



ถ้าจะเลือกทางแรก อาจมีเหตุผลเพราะว่า . . .
กลัวที่จะต้องอยู่คนเดียว . . .
กลัวที่ใครจะนินทาว่าเป็น “หมาหัวเน่า . . . ไม่มีคนคบ”
กลัวสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า? . . .



ทางที่สอง เป็นทางที่ไม่มีใคร อ้างว้าง
แต่ . . . ภายในใจของเรารู้สึกอบอุ่น . . . มีความสุข
กับการที่ได้เดินในทางที่สอง



ถึงแม้ว่า . . .
ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนมากมาย . . . มาเดินเคียงข้าง
แต่ . . . กลับรู้สึกว่าการที่อยู่ตัวคนเดียว ยังรู้สึกสบายใจ...มีความสุข
มากกว่าอยู่กับเพื่อนมากมาย ที่เรารู้สึกว่า เค้าไม่เคยที่จะรักเราเลย . . .



“เลือกที่จะมีความสุข . . . อย่ากลัวที่จะโดดเดี่ยว”
ตัดสินใจคิดให้ดีว่า . . . จะเลือกทางไหน
ที่มันจะไม่ทำให้เราเสียใจในภายหลัง . . .!!





ทายนิสัยคนรู้ใจจาก...

01:03, 27 August 2007 .. 0 comments .. Link

ทายนิสัยของคนรู้ใจจาก "ช็อกโกแลต"


          คนที่ชอบกินช็อกโกแลตเป็นชีวิตจิตใจ หารู้ไม่ว่ารสชาติช็อกโกแลตที่ชอบกิน สามารถบอกนิสัยของคนที่กินได้
     
           เริ่มต้นด้วย คนที่ชื่นชอบช็อกโกแลตมิ้นต์ จะมีนิสัยมองไปข้างหน้าและไม่เอาอดีตมาใส่ใจ กฎระเบียบหยุดยั้งเขาไม่ได้ ยกเว้นว่าจะสร้างขึ้นมาเอง เป็นคนจริงใจและเปิดเผย เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และมุ่งมั่น แต่มีข้อเสียตรงที่มุ่งมั่นมากเกินไปจนไม่ยอมปล่อยวาง
     
           สำหรับช็อกโกแลตนม คนที่ชอบกินจะเป็นคนโรแมนติคและอบอุ่น คุยสนุก ชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอ ยิ่งถ้าเป็นผู้ชายก็จะเป็นชายในฝันของสาวๆ เลยทีเดียว แต่ข้อเสียคือเขาใส่ใจเรื่องของคนอื่นมากกว่าเรื่องของตัวเองเสียอีก
     
           ส่วนคนที่ชอบกินช็อกโกแลตสอดไส้ จะชื่นชอบงานสังคมเป็นพิเศษ และต้องการให้มีคนอยู่รอบข้างเสมอ เป็นคนใจบุญ แต่มีข้อเสียคือเบื่อง่าย และมักจะเห็นดีเห็นงามกับความคิดคนอื่นทั้งๆ ที่ความคิดนั้นไม่น่าเห็นด้วย
     
           สำหรับหนุ่มสาวที่ชอบกินช็อกโกแลตเวเฟอร์ เป็นคนรักสนุก มีอารมณ์ขัน ช่างพูดช่างคุย และชอบทำให้คนรอบข้างหัวเราะและมีความสุขเสมอ และหากใครได้เป็นเพื่อนจะโชคดีมากๆ เพราะเขาคือเพื่อนแท้ที่ถึงไหนถึงกันเลยทีเดียว

           และสุดท้าย คนที่ชอบกินช็อกโกแลตขม เป็นคนที่ไม่ชอบรอคอยอะไรนานๆ และตกหลุมรักง่ายจนกลายเป็นคนเจ้าชู้ เป็นคนใจร้อนแต่ก็เป็นคนช่างคิด ข้อเสียคือขาดความอดทนและชอบทำตัวเองให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลา

ที่มา Forward Mail
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต



รองเท้าบอกอะไรคุณ

05:53, 19 August 2007 .. 0 comments .. Link
แบบทดสอบ: รองเท้าบอกอะไรคุณบ้าง
Contributed by Funky ตั้งแต่ วันอาทิตย์, 22 ธันวาคม 2002 @ 00:30:17 ICT
เก็บตก

ลองดูซิว่า คุณชอบใส่รองเท้าแบบนี้ จะบอกถึงความเป็นตัวคุณอย่างไร
การที่คุณชอบที่จะใส่รองเท้าแบบนั้นแบบนี้ มันบอกความเป็นตัวคุณอย่างไรบ้าง?

1. รองเท้าบูททรงสูง :
เป็นผู้หญิงที่ชอบใส่กระโปรงสั้นมากๆ ชอบเดินไปตามห้างสรรพสินค้า สูบบุหรี่จัดวันละซอง
ชอบทำสีผมให้เป็นริ้วหลากสี แถมดัดอีกด้วย บางคนอาจจะเรียก “สาวเริงร่า” แต่พวกขี้อิจฉาจะเรียกเธอว่า “นังตัวร้าย”

2. รองเท้ากีฬา :
เธอติดกับยุคเก่า ชอบอะไรที่ดูเด่น กินอาหารแพงๆ แต่ฟรีนะ

3. รองเท้าหุ้มส้น :
อ่อนไหว ลักษณะเหมือนอาจารย์ ชอบผมสั้น ดูแลง่าย (ตัดผมทุก 6 อาทิตย์) ใส่เสื้อสีชมพูจีบรอบตัว
กระโปรงยาวคลุมเข่า และใส่ถุงน่องหนาๆ ไม่สามารถเป็นสาวน้อยยั่วยวนผู้พบเห็นได้เลย

4. รองเท้าแตะแบบสวม :
ไม่ว่าจะไปงานเลี้ยงที่ไหน ก็ยอมเสียเวลาหลายชั่วโมงตระเตรียมตระกร้าปิกนิกให้พร้อมสรรพล้นเหลือ
เธอปักผ้าถักริมลูกไม้เองด้วยนะ เพราะเธอรักศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการเย็บปักถักร้อยหรืองานฝีมือใดๆ

5.รองเท้าหรู :
รองเท้าส้นสูงดูหรู เช่น มาโนโล บลาห์นิก ซึ่งเป็นรองเท้าที่ทำด้วยมือ คุณภาพดี หรูหรา และแพง
มักจะใส่คู่กับเสื้อผ้าที่ตัดเย็บประณีต ติดลูกไม้ และมักจะใช้กระเป๋าราคาแพง สะพายไหล่เหมือนเป็นกระเป๋าธรรมดา
ติดดินหรือ ลืมได้เลย

6. รองเท้าบูทแค่ข้อเท้า :
เป็นคนที่มีจิตใจเป็นอิสระจะเลือกฟังเพลงหรือนับถือศาสนาใดก็ได้ เสื้อผ้าโปรดของเธอมักจะเป็นชุดถักไหมพรม
หรือผ้ามัดย้อมและคุณจะไม่เคยได้ยินคำปฏิเสธจากเธอเลย

7. รองเท้าสานส้นตัน :
ก็แค่เป็นรองเท้าที่นิยมในสมัยนี้ เป็นคนเก๋ไก๋มากกว่าจะเรียกว่าสวย แต่ก็รู้ว่าควรต้องแต่งอย่างไร
เป็นนักสู้ตัวฉกาจที่ยืนยันในสิ่งที่ตัวเองคิด



เรื่องขำๆ

05:52, 19 August 2007 .. 0 comments .. Link
เรื่อง: เรื่องขำๆ ... จากเพื่อนส่งมาให้อ่านกันครับ

ทำไม บักเดชถึงพาเพื่อน..แห่กันไปเที่ยวผับ.. ทีละ 18 คน...
ก็เพราะหน้าผับ ..เขาประกาศไว้ว่า ..ต่ำกว่า 18 ห้ามเข้าน่ะสิ (!!)


* บักเดช..ไปร้านขายทีวี.. !
ถามคนขายว่า
"ไม่ทราบว่า..ที่นี่มีทีวีสีขายรึเปล่า?
คนขายตอบว่า.."มี"
บักเดชเลยบอกว่า .."งั้นเอาสีเขียวมาเครื่องนึง"  (!!)


บักเดช..เข้าไปเดินดูของในร้านจีฉ่อย
เห็นกระติกน้ำทำจากโลหะอันหนึ่งวางอยู่
บักเดชถามอาอึ้มว่า
"อึ้ม.. **ที่วอบแวบสีเงินๆ นั่นอะไร"
อึ้มตอบว่า "กระติกน้ำไง ..(**ฟาย)"
"แล้วมันทำอะไรได้มั่ง"
"ก็ใส่ของร้อน-ก็ร้อนนาน
..ใส่ของเย็น-ก็เย็นนาน".
บักเดช..เห็นว่าน่าสนใจ..เลยตกลงซื้อมาอันนึง
เช้าของวันใหม่..อากาศแจ่มใส
บักเดช..ก็เอากระติกน้ำที่เพิ่งซื้อมา..ไปที่ทำงาน..
ตั้งอวดบนโต๊ะ..อย่างภาคภูมิ
หัวหน้าบักเดชเห็นเข้า..เลยถามขึ้น
"อะไรนั่นน่ะ..บักเดช"
"กระติกน้ำครับ"
"แล้วมันมีอะไรพิเศษรึ"
"ก็ใส่ของร้อน..ก็เก็บความร้อนได้
หรือใส่ของเย็น..ก็เก็บความเย็นได้"
หัวหน้าเลยถามว่า..
"แล้วใส่อะไรมาล่ะ"
บักเดชยืด..ก่อนจะตอบว่า..
"กาแฟร้อน 2 แก้ว..
กับไอติม 1 ถ้วยครับ"   (!!)

 

ทุกครั้ง..หลังถ่ายเอกสารเสร็จ บักเดช..จะเอาฉบับก๊อปปี้-มาตรวจทาน..เทียบกับต้นฉบับ 
เพื่อเช็คดูว่า..มีคำไหนสะกดผิดรึเปล่า(!!)

 

บักเดช..จะยิ้มทุกครั้ง..ที่ฟ้าผ่า เพราะนึกว่า..มีคนกำลังถ่ายรูปเขาอยู่(!!)

 

รู้ป่าวว่า...ทำไมบักเดช..ถึงกดโทรศัพท์เบอร์ฉุกเฉิน 911)..ไม่ได้ก็เพราะ.....เขาหาเบอร์ 11 (สิบเอ็ด)...บนแป้นไม่เจอน่ะสิ(!!)

 

บักเดช..เพิ่งซื้อคอมพิวเตอร์มาใหม่เครื่องหนึ่งเล่นไปซักพัก..ก็เจอปัญหา บักเดช..เลยลองกดที่ HELP บนแป้น F1 ผ่านไปพักใหญ่... บักเดชหงุดหงิดมาก เลยโทรไปต่อว่า..ร้านที่เขาซื้อคอมมา 

"ผมกด F1 ตามที่เครื่องบอก.. เวลาที่มีปัญหา แล้วก็รออยู่เป็นชั่วโมง.. ยังไม่เห็นมีใครมาช่วยเลย" 

คนขาย : "(**...)" (!!)

 


วันรุ่งขึ้น 

บักเดช : เครื่องคอมพิวเตอร์ คุณนี่ห่วยมากอีกแล้วน่ะ ผมเสียเงินซื้อไปตั้งเยอะมีแต่ปัญหาไม่รู้จบ หน่ำซ้ำ พอโทรมาสอบถามพนักงานงานขายของคุณ ก็ดันตอบไม่รู้เรื่อง 

ผู้จัดการ : มีปัญหาอะไรให้ดิฉันรับใช้ได้ค่ะ (เสียงสั่นเครือมากด้วยอาการที่หวาดกลัวจะถูกลูกค้าด่ากลับ) 

บักเดช : ก็หน้าจอคอมพิวเตอร์ ของคุณน่ะ รายงานผลว่า “ ซีตุ๊ป - ซีตุ๊ป“ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง

ผู้จัดการ : บอกว่า เธอก็ไม่รู้ว่า ไอ้ซีตุ๊ป-ซีตุ๊ปเนี่ยมันคืออะไร 

ช่วงนั้นก็น้ำตาเกือบไหล เพราะกะว่าถ้าตอบปัญหาลูกค้าไม่ได้ ต้องถูกไล่ออกแน่เลยตู จนกระทั่ง.....

ผู้จัดการ : คุณลองสะกดคำว่า " ซีตุ๊ป - ซีตุ๊ป " หน่อยสิคะ ว่าสะกดอย่างไร

บักเดช : S - E - T - U-P - S - E - T - U -P

ผู้จัดการ : คุณนี่ สุดยอด จริง ๆ อ่านได้งัย ซีตุ๊ป – ซีตุ๊ป 555!

 

 

บักเดช..ไปหาหมอ...ในสภาพหูบวมแดงน่ากลัว 

หมอถามว่า.."ไปโดนอะไรมาครับ"

บักเดชตอบว่า.. " ผมกำลังรีดผ้าอยู่.. แล้วโทรศัพท์ก็ดังขึ้น แต่แทนที่จะหยิบโทรศัพท์มาพูด ผมดันเผลอ..เอาเตารีดขึ้นมาแนบหูน่ะสิ"

"โอ้ว..เดียร์"  หมออุทานเป็นภาษาฝรั่ง..ด้วยความเวทนา "แล้วหูอีกข้าง..ทำไมถึงแดงเหมือนกันล่ะ" 

.หมอถามต่อ

บักเดช : "ก็**บ้านั่น...เสือ_ โทร.กลับมาอีกรอบ..อ่ะดิหมอ"(!!)

 

* หลังจาก...ใช้ความพยายาม..ต่อจิ๊กซอว์อยู่ในที่สุด..บักเดชก็ต่อเสร็จ เขาเอาไปอวดเพื่อน..ด้วยความภูมิใจ 

"เป็นไง ..เนี่ยฉันใช้เวลาต่อ..แค่ 5 เดือนเองนะโว้ย"

เพื่อนบักเดชงง..ที่เขากล้าอวด " 5 เดือนเหรอ ! แถวบ้านฉันเรียกว่า..!โคตรนานเลยนะนั่น"

"แกนี่ไม่รู้อะไร"  บักเดช..ไม่ยอมลดละ "ดูที่กล่องนี่ ..เห็นมั้ย ...มันบอกว่า... "สำหรับ 4-7 ปี"  แต่..ฉันใช้เวลาแค่5เดือนเองนะเฟ้ย..(!!)

 


อ่านจบแล้วก็อย่าแอบอมยิ้มคนเดียวล่ะ  บอกต่อให้....คนอื่นยิ้มบ้างนะ



ปราสาทผีดูดเลือด

04:09, 24 July 2007 .. 0 comments .. Link
ปราสาทผีดูดเลือด ขึ้นป้าย"ขาย"พันล.
เมื่อ 3 ก.ค. เอพีรายงานว่า ตระกูลแฮบสเบิร์กในประเทศโรมาเนียประกาศขายปราสาทแบรน ในเมืองทรานซิลเวเนีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นปราสาทของเคาต์แดร็กคิวลา ตำนานผีดูดเลือด ที่โด่งดังไปทั่วโลก คาดว่าจะทำเงินได้เกือบ 5,000 ล้านบาท

ประสาทแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของโรมาเนีย มีนักท่องเที่ยวมาชมถึงปีละ 450,000 คน เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวพันกับเจ้าชายวลาด ในศตวรรษที่ 14 ผู้เป็นที่ร่ำลือว่ามีความโหดเหี้ยม และนักเขียนบราม สโตกเกอร์ นำไปเขียนเป็นนวนิยายเรื่องปีศาจดูดเลือด "แดร็กคิวลา" เมื่อปีค.ศ. 1897

อาร์กดยุค โดมินิก แฮบสเบิร์ก อายุ 69 ปี ปัจจุบันเป็นสถาปนิกอาศัยอยู่ในนครนิวยอร์ก คาดว่า ปราสาทสมัยศตวรรษที่ 14 นี้ จะขายได้ในราคาประมาณ 100 ล้านยูโร หรือราว 4,600 ล้านบาท ซึ่งทางตระกูลต้องการขายให้กับผู้ซื้อที่เมื่อซื้อไปแล้วจะเห็นความสำคัญและเคารพคุณค่าของปราสาท


ตำนานผีไทย

04:08, 24 July 2007 .. 0 comments .. Link
ตำนานชื่อ ผีไทย...
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน ได้ให้คำจำกัดความของ "ผี" ว่าคือ สิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสภาพลึกลับ มองไม่เห็นตัว แต่อาจจะปรากฏเหมือนมีตัวตนได้ อาจให้คุณหรือโทษได้ มีทั้งดีและเลว หรืออาจหมายถึง คนที่ตายไปแล้ว หรือเทวดาก็ได้ ส่วน "วิญญาณ" หมายถึง สิ่งที่เชื่อกันว่ามีอยู่ในกายเมื่อมีชีวิต เมื่อตายจะออกจากกายล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่

ด้วยเหตุที่ "ผี" เป็นสิ่งที่ยากจะบอกได้ ถึงรูปพรรณสัณฐานที่แน่นอน มีความลึกลับ ขึ้นกับความเชื่อ และจินตนาการ จึงถูกหยิบยกมาขู่เด็กอยู่เสมอ จนทำให้บางคนแม้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความรู้สึกกลัวผีก็ยังมีอยู่ หนัง/ละครหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นของไทย หรือต่างประเทศ ต่างก็สร้างสรรค์ "ผี" ออกมาในรูปแบบต่างๆ มีทั้งแนวตลกขบขัน แนวสยองขวัญ น่ากลัว หรือแม้แต่แนวรักโรแมนติก ที่ฮิตๆ อมตะสร้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ได้แก่ พวกแดร็กคิวร่า, แฟรงเก็นสไตน์, แวมไพร์ม, ส่วนไทยก็มี แม่นาคพระโขนง, ผีปอบ, ผีกระสือ, ผีกระหัง เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ผีที่เราเห็นในหนังหรือละคร นับว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผีทั้งหลาย ที่ยังมีอีกหลากหลายในไทย ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
จึงอยากจะขอแนะนำ "ผีไทย" ในแบบอื่นๆ ให้รู้จักกันบ้าง โดยทั่วไป คนไทยแต่เดิมได้แบ่งผีออกเป็นประเภทใหญ่ๆ คือ

1. ผีฟ้า
ได้แก่ผีที่อยู่บนฟ้า ซึ่งต่อมาเมื่อเรารับความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์มาจากพุทธศาสนา คนไทยภาคกลางจึงเรียกผีที่อยู่บนฟ้าว่า "เทวดา" หรือ "เทพ" และถือว่าเทวดามีหลายองค์ ส่วนคนทางภาคอีสานจะเรียกว่า "แถน"

2. ผีคนตาย ได้แก่ผีที่เชื่อกันว่า เป็นวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว ผีชนิดนี้มีทั้งผีดีและผีไม่ดี ซึ่งผีดีที่คนนับถือยังแบ่งย่อยเป็นอีก 3 ระดับ คือ ผีเรือน เป็นผีประจำครอบครัว คนไทยโบราณและชนชาติไทบางกลุ่มเรียกว่า "ผีด้ำ" หมายถึง ผีบรรพบุรุษ หรือผีปู่ย่าตายายพ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ยังสถิตอยู่ในบ้านเรือน เพื่อคอยคุ้มครอง และดูแลช่วยเหลือลูกหลาน และลูกหลาน จะต้องเซ่นสรวงตามโอกาสอันสมควร ผีบ้าน คือ ผีประจำหมู่บ้าน บางแห่งเรียก"เสื้อบ้าน" ได้แก่ผีที่คอยคุ้มครอง และให้ความอนุเคราะห์แก่คนในหมู่บ้าน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านมักจะมีสถานที่ สำหรับทำพิธีบูชาบวงสรวง ผีเมือง หรือบางแห่งเรียก "เสื้อเมือง" ได้แก่ วิญญาณของเจ้าเมืององค์ก่อนๆ หรือวีรบุรุษของกลุ่มชน คอยคุ้มครอง และให้ความอนุเคราะห์ดูแลคนทั้งเมืองหรือรัฐ บางแห่งก็เรียก "เทพารักษ์" และมักมีการสร้างศาลให้เป็นที่สถิต

3. ผีไม่ปรากฎรายละเอียดในด้านความเป็นมาได้แก่ ผีที่ประจำอยู่กับสิ่งต่างๆ ที่มีในธรรมชาติ เช่น ผีป่า ผีเขา ผีน้ำ ผีประจำต้นไม้ เป็นต้น ผีดังกล่าวให้คุณและโทษได้ จึงต้องเซ่นสรวงให้ถูกวิธี โดยเฉพาะเมื่อต้องการความช่วยเหลือ หรือขออนุญาตใช้ประโยชน์

นอกจากนี้ ยังมีผีตามสภาพที่ปรากฏ เช่น บอกสภาพการตาย ได้แก่ ผีตายโหง ผีหัวกุด ผีตายทั้งกลม เป็นต้น ต่อไปนี้จะขอแนะนำผีแต่ละจำพวกให้ได้รู้จักกัน ดังนี้
ผียอดนิยม ซึ่งเป็นที่รู้จักและมักถูกนำมาสร้างหนัง/ละครบ่อยๆ ได้แก่

- ผีกระสือ คือผีที่เข้าสิงในตัวผู้หญิง และชอบกินของโสโครก คู่กับผีกระหัง ที่ชอบเข้าสิงผู้ชาย เชื่อกันว่าผีกระหังเป็นผู้ชายที่เรียนวิชาอาคม เมื่อแก่กล้าก็มีปีกมีหาง จะไปไหนก็ใช้กระด้งต่างปีก สากตำข้าวต่างขา สากกะเบือ ต่างหาง ชอบกินของโสโครกเช่นเดียวกับกระสือ

- ผีปอบ คือ ผีที่สิงอยู่ในตัวคน พอกินตับไต้ไส้พุงหมดแล้วก็จะออกไปและคนๆ นั้นก็จะตาย

- ผีดิบ คือ ผีที่ยังไม่ได้เผา หรือผีดูดเลือด ผีตายทั้งกลม คือ หญิงที่ตายในขณะที่ลูกอยู่ในท้อง

- ผีตายโหง คือ คนที่ตายผิดธรรมดา เช่น ถูกฆ่าตาย ตกน้ำตายหรือตายด้วยอุบัติเหตุ

- ผีพราย หมายถึงหญิงที่ตาย อันเนื่องมาจากคลอดลูกหรือตายในขณะที่ลูกเกิดมาได้ไม่นาน เชื่อกันว่าวิญญาณหญิงดังกล่าว จะมีความร้ายกาจมาก ,ส่วนผีพราย อีกประเภทหนึ่ง คือคนแก่ที่ป่วยไข้ออดแอด จนไม่มีกำลังต้องนอนซมอยู่เสมอ แต่พอคนอื่นไม่อยู่หรือเผลอ คนแก่นั้นก็เปลี่ยนไป ดวงตากลับวาวโรจน์ และมีเรี่ยวแรงลุกไปหาของกินที่เป็นของสดหรือมีกลิ่นคาว หากมีใครมาพบ ก็จะทำท่าหมดแรงต้องนอนซมเหมือนเดิม บางแห่งก็ว่าผีพรายสามารถจำแลงกายเป็นสัตว์ต่างๆ ได้ โดยเฉพาะนกเค้าแมว หากบ้านไหนมีคนป่วยและมีนกเค้าแมวมาเกาะ จะเชื่อกันว่าผีพรายแปลงกายมาซ้ำเติมคนป่วยให้ตายโดยเร็ว ส่วนผีที่มีลักษณะคล้ายกับกลุ่มข้างต้น แต่ชื่ออาจจะไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไรก็ได้แก่

- ผีโพง และ ผีเป้า คือผีที่ชอบกินของสด ของคาว เช่น เลือดสด และสิงในคนได้ บ้างก็ว่าผีโพงสิงคนแล้ว จะทำให้มีแสงสว่างออกมาทางจมูกเวลาหายใจ และชอบหากินเวลากลางคืน

- ผีโขมด เป็นพวกเดียวกับผีกระสือหรือผีโพง เห็นเป็นแสงเรืองวาวในเวลากลางคืน ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าคนถือไฟอยู่ข้างหน้า

- ผีกองกอย คือ ผีชนิดหนึ่งที่มีตีนเดียว ไม่มีสะบ้าหัวเข่า จึงต้องเดินเขย่งเกงกอย ชอบออกมาดูดเลือดที่หัวแม่เท้าของคนที่นอนหลับพักแรมในป่า
สำหรับผีที่ให้คุณก็มี ผีขุนน้ำ คือ อารักษ์ประจำต้นน้ำแต่ละสาย ซึ่งสถิตอยู่บนดอยสูง ผีขุนน้ำมักอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ ชาวบ้านจะอัญเชิญมาสถิตที่หอผี ที่ปลูกอย่างค่อนข้างถาวรใต้ต้นไม้เหล่านี้ ผีขุนน้ำที่อยู่ต้นแม่น้ำใด ก็มักจะได้ชื่อตามแม่น้ำนั้น เช่น ขุนลาว เป็นผีอยู่ต้นแม่น้ำลาว ในจ.เชียงราย ผีมด และ ผีเมง คือ ผีบรรพบุรุษตามความเชื่อชาวล้านนา ( คำว่า "มด" หมายถึงระวังรักษา) ส่วนผีเมงนี้เข้าใจกันว่ารับมาจากชนเผ่าเม็ง หรือมอญโบราณ ผีเจ้าที่ คือผีที่รักษาประจำอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เป็นผู้ดูแลรักษาเขตนั้นๆ ดังนั้น คนโบราณเมื่อเดินทางและหยุดพักที่ใด มักจะบอกขออนุญาตเจ้าที่ทุกครั้ง

- ผีเจ้านาย คือ ผีที่มาประทับทรงเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ของชาวบ้านชาวเมือง แต่มิใช่เสื้อบ้าน เสื้อเมืองหรือผีปู่ย่าตายาย ผีย่าหม้อหนึ้ง เป็นผีจำพวกผีเรือนสถิตอยู่กับหม้อที่ใช้นึ่งข้าว เมื่อใครจะเดินทางไกลก็นำข้าวเหนียวหนึ่งปั้น และกล้วยหนึ่งผล ไปสังเวยบอกกล่าวผีย่าหม้อหนึ้งเพื่อให้คุ้มครอง หรือหากลูกหลานไม่สบายร้องไห้โยเยกลางคืน ชาวบ้านก็มักไปเอายาจากผีย่าหม้อหนึ้งโดยขูดเอาดินหม้อ ที่ติดกับหม้อไปผสมน้ำให้ลูกอ่อนกิน นอกจากดูแลคุ้มครองทรัพย์สินในครัวเรือนแล้ว ยังมีอำนาจในการพยากรณ์ได้ด้วย ซึ่งการลงผีย่าหม้อหนึ้งนี้ มักทำเมื่อบุตรหลานไม่สบายหรือของหาย
นอกเหนือไปจากผีดังกล่าวแล้ว ในแต่ละท้องถิ่นยังมีผีอีกหลายประเภท ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน อาทิผีกละ หรือ ผีกะเป็นผีที่มักเข้าสิงคนเพื่อเรียกร้องจะกินอาหาร เมื่อเข้าสิงใคร ก็จะแสดงกิริยาผิดปกติไป เมื่อคนสังเกตเห็นก็มักร้องขอกินอาหารและจะกินอย่างตะกละตะกลาม จึงเรียกผีกละตามลักษณะการกิน แต่มักเขียนเป็นผีกะ ผีกละยักษ์ เป็นผีที่อยู่รักษาสถานที่ต่างๆ เช่น วัดร้าง ถ้ำ หรือที่ซึ่งมีสมบัติฝังหรือซ่อนอยู่ ผีกละยักษ์จะคอยพิทักษ์สมบัติเหล่านั้น จนกว่าเจ้าของจะรับทรัพย์สินเหล่านั้นไป

ในกรณีผีกละยักษ์ที่อยู่ในวัด เล่ากันว่า มักจะเป็นวิญญาณของพระหรือเจ้าอาวาสที่ผิดวินัย เมื่อตายแล้วไปเกิดไม่ได้ จึงต้องทำหน้าที่พิทักษ์วัดไปจนกว่าจะสิ้นกรรม รูปร่างของผีกละยักษ์ ไม่แน่นอน บ้างก็ว่าเป็นหมูตัวใหญ่ที่มีร่างกายเป็นทองแดง บ้างก็ว่าเป็นสุนัขใหญ่สีดำสนิททั้งตัว ผีตามอย (อ่านว่า ผี-ต๋า-มอย) หมายถึงผี 2 ชนิด ชนิดแรกเป็นผีที่อาศัยอยู่ในเขตที่มีคน
ผีชนิดนี้จะคอยมาเลียก้นคนที่ไปถ่ายอุจจาระ เพราะคนสมัยก่อนมักไปถ่ายตามขอนไม้ เมื่อถ่ายเสร็จก็จะใช้ไม้แก้งขี้ปาดไปตามร่องก้นให้สะอาด ถ้าแก้งขี้ไม่สะอาดก็จะถูกผีตามอยมาเลียก้น ทำให้เจ็บไข้ได้ วิธีแก้คือให้เอาดุ้นไฟสุดหรือไม้ที่เหลือจากไฟไหม้แล้วมาแก้งขี้เสีย (แก้ง-หมายถึงขูดให้สะอาด)

ผีตามอย
อีกชนิด เป็นผีที่คอยจับเอาหนุ่มหรือสาววัยรุ่นที่แตกกลุ่มเพื่อนที่เข้าไปในป่าหรือในดง นำไปมีเพศสัมพันธ์กับตน โดยคนที่ถูกกุมไปมักมีสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น ผีโป่ง เป็นผีที่อยู่ตามโป่งซึ่งอาจเป็นโป่งดิน คือบริเวณที่มีดินเค็มซึ่งสัตว์มักไปแทะกิน หรือโป่งน้ำ คือที่มีน้ำผุดออกมาจากดิน ผู้ที่ไปสู่บริเวณโป่ง หากไม่สำรวมอาจจะถูกผีโป่งทำร้าย ทำให้เจ็บปวดที่เท้าหรือขา หรืออาจมีอาการเจ็บไข้รักษาไม่หาย
นอกจากผีลักษณะต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว เรายังมีทั้งการละเล่น สำนวน ช่วงเวลา กิริยาอาการและคำหลายคำที่เกี่ยวกับผี เช่น ผีด้งหรือผีนางด้ง เป็นผีที่หนุ่มสาวในท้องที่จะเชิญมาเล่นตามลานบ้านช่วงสงกรานต์, ผีถ้วยแก้ว เป็นการเล่นทรงเจ้าเข้าผีโดยผู้เล่นเอานิ้วแตะก้นแก้ว ให้เคลื่อนไปตามตัวอักษร เพื่อสื่อความหมาย, ผีถึงป่าช้า หมายถึงจำใจทำเพราะไม่มีทางเลือก, ผีบุญ คือ ผู้อวดคุณวิเศษว่ามีฤทธิ์ทำได้ต่างๆ นานา, ผีบ้านไม่ดี ผีป่าก็พลอย หมายถึง คนในบ้านเป็นใจให้คนนอกบ้านเข้ามาทำความเสียหายได้,

ผีซ้ำด้ำพลอย คือ ถูกซ้ำเติมเมื่อพลาดพลั้งหรือเมื่อคราวเคราะห์ร้าย, ผีอำ คือ อาการที่ปรากฏเมื่อเวลานอนเคลิ้มไปว่ามีคนมาปลุกปล้ำหรือยึดคร่า ทำให้มีอาการเหนื่อยหอบจนตื่นขึ้น บางคนก็เรียก ผีทับ จะมีอาการอึดอัด พูดจาไม่ได้ ลุกไม่ได้ ผีผลัก คืออุบัติเหตุที่ทำให้บาดเจ็บหรือล้มตาย เนื่องจากใช้ของแหลมมาจี้ใส่กันเป็นเชิงล้อเล่น, ผีเจาะปาก หมายถึงมีปากก็สักแต่พูดเรื่อยเปื่อย พูดไม่มีสาระ,

ผีพุ่งไต้ หมายถึงดาวตก ผีตากผ้าอ้อม หมายถึง แสงแดดที่สะท้อนกลับมาสว่างในเวลาเย็นจวนค่ำ มีสีส้มอมเหลือง, ผีขนุน หมายถึงหญิงขายบริการตามต้นขนุนริมคลองหลอด กรุงเทพฯ, ผีเพลีย คือดิถีวันห้าม ไม่ให้แรกนา ฯลฯ (ดิถี คือการนับวันตามจันทรคติ เช่น ขึ้น 1 ค่ำ แรม 2 ค่ำ เป็นต้น)ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น แม้จะเป็นเพียงบางส่วนของเรื่องผีๆ แต่เชื่อว่าคงจะทำให้ท่านได้รู้จัก "ผีของไทย"มาก ยิ่งขึ้น


ปาฏิหาริย์พระนเรศวร

04:07, 24 July 2007 .. 0 comments .. Link
ปาฏิหาริย์สมเด็จพระนเรศวร
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้แสดงปาฏิหาริย์ให้ผู้ปฏิบัติธรรมเห็นพระองค์ทุกส่วนเป็นเหตุให้ได้รู้อย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงมีญาณบารมี และพลังอานุภาพ สถิตอยู่ณ พระปรางค์หรือมหาเจดีย์ ที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์ที่วัดวรเชษฐ์ (ร้าง) นอกเกาะ ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายพรมปรีชา เคหะนารถ
นักปฏิบัติธรรมจากจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ไปตามวัดต่าง ๆ และสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไม่มีร่องรอยหรือปรากฏการ์ณใด ที่แสดงถึง ญาณบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เขาได้ไปปฏิบัติธรรมที่ วัดวรเชษฐ์ (ร้าง)โดยตั้งใจที่จะอยู่ปฏิบัติธรรม 7 วัน เพื่อแสวงหาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต่อ ครั้นแล้วเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2550 ตรงกับขึ้น 7 ค่ำ เวลาหลังเที่ยงคืน ขณะที่เขานั่งภาวนาอยู่ใต้ต้นปีบใกล้เจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระสังฆราชแตงโม (สมเด็จพระพนรัตน์) ก็มีเสียงบริกรรมว่า

'' อุสุ มิตตัง มะกะฏัง ยันติ '' ครั้นเขาบริกรรมอยู่ก็ปรากฏรังสีวูบวาบ ทำให้เขาตกใจจึงลืมตาเพ่งดู ก็เห็นเป็นรังสีพุ่งขึ้นข้างบน แล้วลงมาข้างล่าง เห็น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชลอยพระองค์ แล้วจึงเสด็จลงประทับพร้อมกับรับสั่งว่า

'
ข้าอยู่นี่ ดีแล้ว แกมาปฏิบัติธรรมอยู่นี่ ดูสิบ้านเรือนข้าเลอะเทอะสกปรกไม่มีใครมาทำความสะอาดไม่อายให้เเขกต่างบ้านต่างเมืองเขาบ้างหรือ ? คนมากันมากนายทั้งต่างประเทศ ต่างแดน ครั้นเขามาเห็น จะว่าอย่างไร ? ช่วยทำความสะอาดบ้านข้าให้ด้วย รีบทำนะ เดี๋ยวจะมีคนมาเป็นจำนวนมาก ''

เมื่อได้รับฟังกระแสพระราชดำรัสดังนั้น คุณพรมปรีชา ก็เร่งเก็บกวาดด้วยตนเอง บริเวณพระเจดีย์และพระปรางค์ ทั้ง 4 องค์ ขณะเก็บกวาดยังไม่ทันเสร็จ ก็มีรถบัสใหญ่ 2 คันเข้ามาจอดที่ลานเจดีย์แล้วคนในรถก็ลงมาสักการบูชาพระเจดีย์จุดที่ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จออกก่อนหน้านั้น ในจำนวนนั้นมีผู้ลงจากรถแล้วแดสดงอาการร้องไห้เสียงดัง 2 ท่าน บอกจะขออยู่ ณ ที่นี้ไม่ยอมไปไหน เพราะได้พบกับพระองค์ท่านแล้ว หลังจากนั้นจึงได้ทราบชัดเจนว่า ดีใจจนร้องไห้ เพราะได้พบสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจริง ๆ หลังจากนั้น ก็มีอีกหลายคณะที่ไปบวงสรวง ก็ได้ พบกับพระองค์ทุกคณะ เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

คุณพรมปรีชา เคหะนารถ ผู้ประสบสิ่งอัศจรรย์ใจ เล่าว่า พอดีในขณะที่ภาวนา มีเสียงกระซิบว่าคาถาที่เจ้าได้นั้น ยังไม่จบ ต้องหาให้ได้ครบเป็นคาถา ซึ่งมีอยู่สี่บาท เมื่อคุณพรมปรีชาจดจำคาถาที่ได้มาเล่าให้ พระอาจาร์ย ดร.สิงห์ทน นราสโภ และคุณภิรมย์ ทองอร่าม ทราบ ในที่สุดพระอาจาร์ย ดร.สิงห์ทน ก็เขียนคาถาให้จนจบสี่บาท รวมเป็นคาถา มีใจความว่า

'' อุสุ มิตตัง นะ พาลานัง อนุกัมปัง มะกะฏัง ยันติ ''

ซึ่งมีความหมายว่า
คนเราจะทำอะไรทำสำเร็จ อย่าลืมผู้มีพระคุณ วัวควายที่ช่วยให้เรามีข้าวรับประทาน

อย่าทำตัวเป็นคนพาล อย่าคบคนพาล ต้องมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักเพื่อนมนุษย์เหมือนกับรัก

ตัวเอง ให้ว่องไวเหมือนลิงในการกระทำทุกอย่างด้วยปัญญา

ก็เป็นเรื่องที่เด่นชัดเจน เมื่ออ่านจากหนังสือ '' เสียงสะท้อนจากสื่อ '' ของวัดวรเชษฐ์ มีใจความดังนี้

เรื่องของ วัดป่าแก้ว และ วัดวรเชษฐ์ ที่แท้จริง ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานแห่ง สมเด็จพระพนรัตน์ (สมเด็จพระสังฆราช แตงโม) และ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้กอบกู้เอกราชช่วยให้คนไทยมีแผ่นดินอยู่อาศัย มีพระรัตนตรัยเป็นที่เคารพนับถือ ถูกทอดทิ้งเป็นวัดร้างที่ทรุดโทรม ให้เป็นไปตามเจตนาของผู้ที่คิดร้ายต่อทั้ง 2 พระองค์ เปลี่ยนชื่อ วัดเจ้าชาย คืออนุสรณ์พระเอกาทศรถ เป็น วัดกระชาย เปลี่ยน วัดเชษฐ์ ซึ่งพระเอกาทศรถสร้างเป็นอนุสรณ์แด่พี่ชายผู้ประเสริฐ เป็น วัดประเชด เปลี่ยน วัดพระมหาเถรคันฉ่อง ซึ่งเป็นพระอาจาร์ที่ทั้ง 2 พระองค์นับถือเทิดทูนบูชาเป็น วัดลองช่องเป็นการทำลายวัดสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทยให้สูญสิ้นไปจากแผ่นดินไทย ไม่ให้ใครได้รับรู้

ความสำคัญของวัดทั้ง 3 ทั้งนี้ คงเป็นผลมาจากยุคหลัง จาก สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นยุค เสวยบุญเก่า ที่ได้สร้างมาโดย พระนเรศวรมหาราช พระเอกาทศรถ สมเด็จพระพนรัตน์ และพระมหาเถรคันฉ่องวัดทั้ง 3 นี้จึงเป็นที่สถิตของเทพ พรหม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พวกใจบาปหยาบช้า จึงมีความหวาดกลัวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเทพ พรหม จะมาลงโทษ จึงร่วมกันทำลายเสียเลย ความจริงสิ่งที่ลำลายได้มันเป็นวัตถุเท่านั้น พลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพลังเทพพรหมไม่สามารถทำลายได้มันเป็นพลังสถิตที่คงอยู่ตามสภาวะของมันเอง เมื่อมีเหตุปัจจัยถึงพร้อมมันก็จะแสดงออกมา ดังเช่นพลังสถิตทั้ง 3 วัดเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็นรูปพีรามิด เมื่อแห่งหนึ่งถูกเปิดเผย ที่อื่น ๆ ก็จะถูกเปิดเผยตามกันมา

ศูนย์พลังที่ชัดเจนที่สุดก็คือ บริเวณพระอุโบสถ จนกระทู้ทั่งถึงเจดีย์ โดยเฉพาะตรงจุดที่มีหินศักดิ์สิทธิ์อยู่เรื่องสิ่งศักดิ์จะเกิดก็ต่อเมื่อมีศรัทธาเท่านั้น เป็นเสมือนเป็นการเปิดเครื่องรับกระแสพลัง

ผู้ที่เป็นต้นเหตุเปิดเผยมีทั้งฝรั่ง และคนไทย เริ่มจากมีผู้เอาพระเครื่องวัดกระชาย ไปให้พระอาจารย์สิงห์ทน อาจาร์ยจึงให้ฝรั่งจับดูเพื่ออยากรู้ประวัติความเป็นมา ก็มีเสียงสะท้อนมาว่า พระนี้ข้าฯ เป็นผู้สร้างข้าฯ คือใครฯ ข้าฯ คือ ผู้สร้างวัดนี้ (ขณะนั้นอยู่ที่หอสวดมนต์นเรศวร) ใครคือผู้สร้างวัดนี้ ? ไม่รู้จักพระเอกาทศรถ หรือ ? บางท่านอาจมีความสงสัยว่า พระเอกาทศรถยังไม่ไปผุดไปเกิดหรือ ? ตามความเป็นจริงพระองค์ได้ไปเกิดทันที่ที่สวรรคต ไม่ว่าไปเกิดในภพภูมิไหนก็ตาม จะมีกายเนื้อและกายทิพย์ ที่มาแสดงตามที่ปรากฏเป็นกายทิพย์ เรื่องนี้ฝรั่งเขามีเครื่องพิสูจน์ได้แล้ว เขาจึงเชื่อกัน

ครั้นแล้ว ท่านก็รับสั่งต่อว่า คนไทยอกตัญญูต่อข้าฯ และพี่ชาย ดูซิ วัดของข้าฯ และ พี่ชาย ถูกทอดทิ้งเป็นวัดร้าง ที่ดินของวัดก็ถูกนำไปขายหมด คนไทยอกตัญญูต่อข้าฯ และพี่ชาย อย่างนี้ มีอะไรก็ขอให้ข้าฯและพี่ชายช่วย สมควรจะช่วยหรือไม่ ? ดูต่อไปซิ อะไรจะเกิดขึ้นกับเมืองไทย ?อาจมีความสงสัยกันว่า พระสิงห์ทน อวดอุตริมนุสสธรรม ท่านได้อธิบายว่า ท่านมิได้พูดเองฝรั่งกับเพื่อนของเขาพูดเหมือนกัน พวกเขาล้วนแต่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่า มีอภิญญาจริง สิ่งที่จะสืบทอดญาณและเก็บสั่งสมพลังงานคืออัฐิ ดังที่เราเคารพบูชาพระบรมอัฐิของพระพุทธเจ้าหรือเรียกว่าพระบรมสารีริกธาตุ อรหันตธาตุ พระธาตุของพระเกจิฯ แต่แล้วที่บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กลับถูกลืมเมื่อรับรู้กระแสรับสั่งเช่นนี้ ต่างก็ขวนขวายช่วยกันกระจายข่าวสารนี้ออกไป จึงเป็นเหตุให้เกิดการบวงสรวงขึ้นที่วัดวรเชษฐ์นอกเกาะ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2549 หลังจากนั้น ก็เหมือนกับการเปิดวัดใหม่ ได้มีผู้คนทั้งชาวไทย และต่างประเทศ ได้พากัน มาเยี่ยมชมมาสักการบูชา เทิดทูน บุญคุณของผู้มีพระคุณต่อประเทศชาติ และพระศาสนา

พระอาจาร์ยสิงห์ทน ยกตัวอย่างให้ฟังว่า มีสตรีผู้หนึ่งที่เชียงใหม่ได้ไปศึกษาต่อที่เท็กซัส สหรัฐอเมริกาแล้วได้แต่งงานกับฝรั่ง พอดีพ่อเสียชีวิตจึงได้ชวนสามีฝรั่งมาเผาศพพ่อ ที่เมืองไทย เสร็จจากการเผาก็พากันไปเที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา พอไปถึงจุดหนึ่งสามีฝรั่งร้องไห้พร้อมกับไม่ยอมไปจากที่นั่น เขาบอกให้ภรรยาทราบว่า เขาตายตรงนั้น และร่างของเขาก็อยู่ที่นั่น ภรรยาจึงจ้างคนมาขุดก็เจอร่างสามีเมื่อจัดการทำบุญตามธรรมเนียมไทย จึงเดินทางออกจากที่นั่นได้ การที่ระลึกได้อย่างนี้เรียกว่าชาติอนุสสรญาณ จะเกิดเกิดเมื่อเหตุปัจจัยถึงพร้อม ซึ่งผิดกับปุพเพนิวาสานุสติญาณ ซึ่งได้จากการบำเพ็ญเพียรภาวนาตามระบบ ฝรั่งยังเล่ารายละเอียดว่า ชาติก่อนเขาเป็นคนไทยอยู่ที่อยุธยาตอนนั้นฝรั่งได้รับเกียรติได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี จึงคิดอยากเกิดเป็นฝรั่ง พอดีนักเลงสองพวกตะลุมบอลกัน เขาอยู่ท่ามกลางจึงถูกฆ่าตาย แล้วร่างของเขาจึงถูกฝังอยู่ตรงนั้น

ส่วนต่าง ๆ ของกายเท่านั้นที่สามารถบรรจุญาณและพลังสถิตไว้ได้ดังเช่น เกสาธาตุ ทันตธาตุ เป็นต้น เพราะฉนั้นญาณและพลังของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะสถิตอยู่ ณ ชิ้นส่วนพระวรกายเท่านั้น ขณะนี้ผู้ที่ระลึกชาติได้แบบนี้ ต่างก็หลั่งไหลกันมาที่วัดวรเชษฐ์นอกเกาะ วันเสาร์ วันอาทิตย์แทบจะไม่มีที่จอดรถ


วิญญาณสุวรรณภูมิ

04:06, 24 July 2007 .. 0 comments .. Link
วิญญาณ...อาถรรพณ์... "สุวรรณภูมิ"
เมื่อนึกถึง "สุวรรณภูมิ" เราคงนึกถึงข่าวอาถรรพณ์ ความเฮี้ยนของดวงวิญญาณเจ้าที่ที่ถูกร่ำลือมานาน จนดูขัดกับความหรูหรา ทันสมัย ในสถาปัตยกรรมตัวอาคารที่ดูโอ่อ่าใหญ่โต ตลอดระยะเวลาการก่อสร้างท่าอาศยานสุวรรณภูมิ เราคงได้ยินและติดตามข่าวกันมาบ้างว่ามักประสบเหตุวุ่นวายต่างๆนานา เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้ว่า "สุวรรณภูมิ" สนามบินที่มีชื่อเสียงของไทยแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยวิญญาณ มีผีดุมากๆอย่างที่เขาว่าจริงหรือไม่
        
        อาถรรพณ์ของสนามบินทำให้หลายๆคนที่เกี่ยวข้องนับแต่แรกสร้างต้องพบกับความวิบัติและเสียชีวิต เหตุการณ์ร้ายแรงรวมถึงปัญหาต่างๆ ภายในสนามบินแห่งนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุใดตลอดระยะเวลาหลายสิบปีนับแต่แรกสร้างสนามบิน หลายร้อยคนที่เป็นแรงงาน และเจ้าหน้าที่มักเจอเรื่องราวแปลกๆ บ้างเสียชีวิต บ้างสัมผัสวิญญาณในรูปแบบต่างๆกัน นับตั้งแต่การริเริ่มก่อสร้างสนามบินในยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มีการเวนคืนที่ดินจากชาวบ้านมาในสมัยที่ท่านเรืองอำนาจเพื่อทำการสร้างสนามบิน แต่มาภายหลังไม่นานท่านถึงก็แก่อสัญกรรมจนต้องล้มโครงการนี้ไป จนมาถึงรัฐบาลยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงได้เริ่มเดินหน้าสร้างสนามบินสุวรรณภูมิใหม่ แต่ระหว่างที่ดำเนินการก่อสร้าง นับแต่เริ่มถมที่ก็มีคนงานเสียชีวิตด้วยเหตุต่างๆ จำนวนมาก แต่ถูกปกปิดข่าว และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจนเปิดใช้ก็ยังมีปัญหาต้องให้แก้ไขตลอดเวลา ปัญหาต่างๆหลายคนที่เกี่ยวข้องเชื่อว่า เกิดจากอาถรรพณ์ในเรื่องของ "วิญญาณ" ที่ทุกสถานที่ย่อมมี และเป็นเรื่องที่เราทุกคนไม่ควรมองข้าม
        
        ความอาฆาตรุนแรงของ "เจ้าที่" หรือดวงวิญญาณที่ยังไม่ยอมไปเกิดนั้นถูกเล่ากันมานานแล้วถึงเจ้าของที่ดินเดิมคนหนึ่งที่ถูกเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างสนามบิน เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ราว พ.ศ.2503 เมื่อทางการเสนอให้มีการสร้างสนามบินพาณิชย์แห่งใหม่ โดยกระทรวงคมนาคมเสนอให้ใช้พื้นที่บริเวณหนองงูเห่า ต.บางโฉลง ต.ราชาเทวะ และ ต.หนองปรือ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เป็นที่ตั้งท่าอากาศยานแห่งใหม่ เมื่อมีการอนุมัติให้สร้าง กรมการบินพาณิชย์ก็ได้จัดซื้อที่ดินจากประชาชนเป็นหมื่นๆไร่ และเวนคืนที่ดินอีกนับพันไร่ ยุคนั้นจะมีนายทุนหัวใสเข้ามากว้านซื้อที่ดินกันมากมาย ว่ากันว่ามีนายทุนบางเจ้ามาปั่นหัวชาวบ้านให้ขายที่ให้ตนในราคาถูก จากนั้นก็รีบเอาพืชพันธุ์ต่างๆมาลง เมื่อทางการมาตรวจเพื่อจะเวนคืน นายทุนเจ้าเล่ห์ก็จะหาวิธีให้เจ้าหน้าที่ประเมินที่ดินของตนให้ได้ราคาสูงๆ ส่วนชาวบ้านบางพวกที่หัวแข็งไม่ยอมขายที่ให้นายทุนในราคาถูกก็จะโดนฆ่าหมกป่า เรียกว่าช่วงที่มีการกว้านซื้อที่ดินนั้นจะมีแต่ข่าวชาวบ้านเจ้าของที่ถูกฆ่าตายแทบทุกวัน และเมื่อซื้อที่กันได้เรียบร้อย เมื่อถึงเวลาถมที่ก็ยังมีเหตุฆ่ากันตายอีก เพราะเจ้าของที่ดินคนหนึ่งเกิดไม่ยอมให้ผู้รับเหมาเข้ามาถมดินในที่ของตน เพราะตนถูกหลอกให้ขายที่ไปแล้วยังได้เงินไม่ครบ จึงเกิดความแค้นมาอาละวาดด่าทอผู้รับเหมา และคนงานไม่ให้ทำงานได้สะดวก
        
        มาภายหลังเจ้าของที่ดินคนนั้นก็ถูกผู้รับเหมาทำร้ายจนเสียชีวิต และก่อนที่เจ้าของที่ดินจะตายคนงานหลายคนได้ยินเสียงการกล่าวคำอาฆาตก่อนจะหมดลมว่า "ใครที่โกงที่ของกู จะต้องเดือดร้อน" เล่ากันว่าร่างของเจ้าของที่ดินคนนั้น ถูกฝังอยู่ในบริเวณสนามบินบริเวณหนึ่ง ซึ่งภายหลังที่ทำการถมดินเรียบร้อย จนมีหน่วยงานอื่นมาทำการก่อสร้างต่อ ระหว่างที่ทำการก่อสร้างช่วงกลางคืนก็มักจะมีผู้พบเห็นเหตุการณ์ประหลาด เช่น เห็นคนแปลกหน้าเดินไปเดินมารอบๆที่พัก บางวันที่พวกคนงานตั้งวงดื่มเหล้ากัน ก็มักจะเห็นชายคนหนึ่งเดินไปเดินมา พอคนงานเดินไปดูก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เหตุการณ์ประหลาดหลายๆอย่างทำเอาคนงานลาออกกันไปหลายคน และที่สำคัญเล่ากันว่า มีเรื่องแปลกก็คือบริเวณที่เคยเป็นที่ดินของชายคนที่ถูกฆ่าตาย และถูกฝังอยู่ในสนามบินนี้ไม่ว่าจะปลูกสร้างสิ่งใดก็มักจะมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นเสมอจนมีการเปลี่ยนแปลงให้เปลี่ยนตรงนั้นเป็นรันเวย์ ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จก่อนที่จะส่งมอบงานเพียง 1 เดือน ก็ต้องพบปัญหาเมื่อเกิดรอยแตกร้าวเป็นทางยาวบนพื้นผิวรันเวย์ ทำให้ต้องเลื่อนการส่งมอบงานออกไป และเร่งซ่อมทางเป็นการใหญ่ พอซ่อมเสร็จก็แตกร้าวขึ้นมาอีก ซึ่งมากกว่าเดิม วิศวกรคุมงานถึงกับปวดหัว เพราะกลัวจะแก้ไขไม่ทัน ก็ต้องรีบซ่อมอีกจนพื้นที่ที่มีรอยร้าวคืนสภาพที่ดี แล้ววันหนึ่งเกิดมีคนงานเดินผ่านไปยังจุดที่มีรอยร้าวเขาเห็นผิดสังเกต เพราะที่พื้นผิวนั้นกลับมีน้ำขังเฉอะแฉะที่สำคัญยังมีกลิ่นเน่าคล้ายซากศพ และเหม็นรุนแรง นอกจากนี้คนงานบางคนเล่าว่าบางคืนขณะนอนหลับอยู่ยังได้ยินเสียงคนร้องคร่ำครวญทวงที่ดินคืน จนคนงานไม่มีจิตใจจะทำงานต่อได้ เพราะความหวาดกลัวจนวิศวกรคุมงานต้องนิมนต์พระมาทำพิธีเชิญดวงวิญญาณ หลวงพ่อที่นิมนต์มายังได้บอกให้ทางหน่วยงานทำบุญแผ่ส่วนกุศลไปให้วิญญาณดวงนั้น
        
        นอกจากเรื่องภายในสนามบินก็ยังมีอาถรรพณ์ความเฮี้ยนของวิญญาณอยู่ไม่เลิก บ้างก็เจอวิญญาณในลิฟต์ บ้างเจอกับวิญญาณเด็ก วิญญาณหญิงสาวในชุดไทย หรือวิญญาณหญิงสาวคนงานที่ตกลงไปตายในเสาต้นหนึ่งภายในอาคารสนามบิน และก็อีกสารพัดวิญญาณที่เล่าได้ไม่มีจบ
ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่จะพิจารณา เพราะเป็นเรื่องที่มีมูล มีหลักฐาน และถูกเล่าต่อๆกันมา


โค้งร้อยศพ

04:04, 24 July 2007 .. 0 comments .. Link
โค้งร้อยศพ

ถ้าจะว่าไปแล้วเพื่อนๆบางคนอาจเคยผ่านหรือโฉบไปแถวโค้งนี้มาแล้วก็ได้
มันอยู่ระหว่างเส้นทางที่จะเข้าตัวจังหวัดอุบลราชธานี ลักษณะของโค้งเป็นโค้งหักศอก มีราวเหล็กกั้นไปตามขอบถนนที่เป็นโค้ง ปลายสุดโค้งจะมีต้นจามจุรีใหญ่อายุหลายร้อยปีขึ้นสูงเด่น กิ่งก้านร่มครึ้มเต็มไปหมด และต้นจามจุรีนี่แหละที่หลายคันแหกโค้งพุ่งเข้ามาชนประจำ แทบจะทุกอาทิตย์ที่มีคนตายที่โค้งแห่งนี้ บางอาทิตย์ก็ 2 - 3 ครั้ง แต่ละครั้งก็มีคนตาย 2 - 3 คน ชาวบ้านแถวนั้นพากันร่ำลือว่าผีดุอย่าบอกใคร คนขับขี่รถทั่วไปเวลาขับผ่านโค้งนี้ มักจะบีบแตรเสียงดังลั่นไปตลอดโค้ง นัยว่าเป็นการขอผ่านทาง มีบ้านลุงคนหนึ่งบ้านของแกอยู่ติดกับโค้งนี้ แกบอกแกโดนผีโค้งนี้หลอกจนจะช็อคตายอยู่แล้ว

"คืนไหนถ้าเป็นคืนวันพระโค้งนี้มักจะเฮี้ยนจัด ตกดึกไม่รู้เสียงอะไรต่อมิอะไร มันดังมาจากโค้งให้ได้ยินตลอด
เดี๋ยวก็เป็นเสียงร้องไห้โหยหวนฟังแล้วเสียดเข้าไปถึงไขสันหลัง ไม่ใช่เสียงเดียวนะแต่เป็นหลายเสียง ช่วยกันประสานกันระงมเชียว บางทีนอนๆอยู่ก็ตกใจตื่น เพราะได้ยินเหมือนเสียงรถวิ่งมาแล้วชนเข้ากับอะไรบางอย่างเสียงดังโครมลั่น มันดังมาจากโค้งนี้นั่นแหละ พอฉันกับภรรยาโผล่ไปดูที่หน้าต่างมองไปที่โค้ง ก็ปรากฎว่า...ว่างเปล่า...ไม่มีอะไรเกิดขึ้น"
รายล่าสุดนี่ขับรถกลับจากกินเลี้ยงงานแต่งงานของเพื่อน ขากลับจากงานก็ต้องผ่านโค้งนี้ ตัวเองก็กินเหล้าไปครึ่งแก้วเพราะไม่ชอบกินเท่าไหร่ ขับกลับมากับภรรยา 2 คน พอถึงช่วงโค้งนี้ ก็ลดความเร็วจนเหมือนเกือบจะคลาน แต่ก็ไม่ลืมบีบแตรเสียงดังสนั่นตามปกติ ต่างคนก็ต่างนั่งเงียบกริบไม่ได้คุยอะไร พอคลานใกล้จะพ้นโค้งแล้ว ล่ะ

ทันใดนั้น...
คนขับก็เห็นหมาดำตัวใหญ่มากตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากข้างทาง มายืนจังก้าขวางถนน ห่างจากหน้ารถไปไม่เท่าไหร่ สายตาของมันมองจ้องเขม็งมาที่คนขับอย่างจัง ด้วยความตกใจคนขับจึงหักพวงมาลัยเต็มแรง รถพุ่งหลบหมาดำ ดิ่งเข้าหาราวสะพานข้างทาง ครูดกับเหล็กราวสะพานไปไกลพอสมควร ภรรยากรี๊ดลั่นด้วยความตกใจ (ว๊าย!) ดีที่รถวิ่งมาช้ามากจึงหยุดได้ไม่ยาก " พี่เป็นอะไร...ทำไมจู่ๆหักรถเข้าข้างทางอย่างนี้ " คนขับสุดหล่อบอก " หักหลบหมาดำกลางถนน เธอไม่เห็นเหรอ " ภรรยาสั่นหน้าดิก " หมาดงหมาดำที่ไหนไม่เห็นมีเลย " " หรือว่า... " คงไม่ต้องพูดอะไรต่อแล้วล่ะ คนขับรีบเข้าเกียร์เผ่นอย่างไว รถจะพังยังไงก็ช่างมันไม่ต้องลงไปดูกันแล้ว อยู่นานเดี๋ยวเจอตัวจริงเสียงจริงน่ะสิค่ะ นี่ขนาดบีบแตรขอทางแล้วนะเนี่ย!



ถอดรหัส

04:03, 24 July 2007 .. 0 comments .. Link
ถอด "4 รหัสหนุ่มน่าปลื้มตามธาตุ
เคยสังเกตไหมครับว่า "หนุ่มที่น่าปลื้ม" ของคุณๆ แต่ละคน มีความหลากระดับของ "ความปลื้ม"
       
       บางคนปลื้มที่หุ่น บางคนปลื้มที่มาด บางคนปลื้มที่คารม บางคนปลื้มที่ฐานะ บางคนปลื้มที่ความดัง และหนุ่มๆ ยุคนี้ ก็มีรูปลักษณ์ ภาพลักษณ์ และลีลาที่ระคนไปด้วยความ "น่าปลื้ม" มากรูปแบบ
       
       ตอนนี้ก็มี "คุณปลื้ม หรือ ม.ล.ปลื้ม" มาสะท้อนความปลื้ม ผ่านสื่อภาพนิ่ง สื่อภาพเคลื่อนไหว ผู้คนตกใจว่ามัน "ปุ๊ปปั๊ปปลื้ม" ผ่านกระบวนการนำเสนอผ่านสื่อ กิจกรรม จนไม่น่าเชื่อว่า
"ก็..ปลื้มกันได้"
       

      
 หนุ่มมาดน่าปลื้ม มีองค์ประกอบสื่อความน่าปลื้มเป็นลำดับ คือ
       
       1. เห็นภาพรวมของภาพลักษณ์น่าปลื้ม แม้ไม่เคยรู้จัก และอาจไม่ใช่คนดัง "มาดดี มีชัย ไปก่อน"
       
       2. เห็นบทบาทหน้าที่การงาน ความสามารถในธุรกิจ รู้ผ่านสื่อ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักการเมือง "บทบาทสร้างความน่าปลื้มได้"
       
       3. ลีลาการแสดง ผ่านบทบาทภาพยนตร์ ละครทีวี อินไปกับความแสนน่ารัก ความน่าอบอุ่น ไม่เคยเห็นตัวจริง แต่ก็มี "ภาพฝันอันแสนปลื้ม"
       
       4. นักกีฬาที่ต้องแสดงพละกำลัง กล้ามเนื้อ แขนขา อก ท้อง กับลีลาเคลื่อนกาย "พลังแกร่งที่น่าปลื้ม"
       
       5. คนดี แฟน หรือสามีของชาวบ้าน แต่ทำหน้าที่สุดสมบูรณ์ จนแอบเอามาปลื้ม เป็นปลื้มแบบฝันๆ
       
       เบื้องหลัง "ความน่าปลื้ม" หรือ "ความมั่นคงของความปลื้ม" มิได้ผ่านเพียงสายตาที่ผิวเผิน ต้องมองให้ลึกถึงเนื้อในของชายที่คุณปลื้ม หรือชายที่แอบปลื้มคุณอยู่ ต้องตัดสินใจว่าจะปลื้มชั่วคราว หรือปลื้มระยะยาว
       
       ชีวิตจริงไม่เหมือนหนังหรือละครที่จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง พระเอกได้กับนางเอก ทิ้งความหวานชื่นไว้ให้คนดูฝันต่อเอง
       
       ชีวิตจริง เริ่มนับหนึ่งใหม่ทันทีที่เริ่มต้นชีวิตคู่ และนับต่อๆ ไปยาวนาน ความปลื้มเริ่มแปรเปลี่ยน ทั้งเพิ่มขึ้น หรือลดลง ขึ้นอยู่กับระดับความชัดของอารมณ์ และเหตุผลของ "แรกปลื้มเมื่อแรกพบ"
       
     
  โหราแฟชั่น ขอนำ "4 รหัสอ่านหนุ่มปลื้ม" มาฝากสาวๆ ไว้เป็นแนวทางในการประเมินความปลื้ม เพื่อหลีกเลี่ยงความแปดเปื้อน กระปกกระเปลี้ย ระเหี่ยใจ อันเกิดจากความพลาดผิดในการคิด "ว่าที่ปลื้ม..น่ะใช่"
       
     
  รหัสอ่านหนุ่มปลื้มแรก หนุ่มธาตุดิน
       
       มาดเข้ม เคร่งขรึม จริงจัง ลึกลับ พูดน้อย แต่งกายเป็นทางการ เป็นระเบียบ และดูเดิมๆ เน้นสีกลมกลืน หรือสีตามมาตรฐานของความน่าเชื่อถือ
       
       ผมเผ้าทรงเบสิค ไม่ล้ำ ไม่นำ ไม่ตามแฟชั่น แต่ก็ไม่หลุด ไม่ล้า ไม่เชย ดูอบอุ่นแบบน่าเกรงขาม ไว้ใจได้ แต่ไม่ค่อยเร้าอารมณ์ เพราะทำตัวไม่โดดเด่น แต่ไม่ถึงกับแอบแฝง
       
      
 รหัสอ่านหนุ่มปลื้มสอง หนุ่มธาตุน้ำ
       
       มาดนุ่มอ่อนโยน ช่างพูด อารมณ์สนุก ไม่ซีเรียส แต่งกายแนวลำลอง สีไม่เข้ม แต่ไม่สด ผสมผสานสีสัน ดูเป็นกันเอง ตัดแต่งผมตามแนวแฟชั่น ถ้าทำสี ก็สีไม่ตัดกัน สไลด์ให้ดูพลิ้ว เป็นคนน่ารักประจำกลุ่ม ชอบเอาใจคนอื่นจนเหมือนเป็นผู้ตาม
       
       สาวอยู่ใกล้จะวางใ แต่หนุ่มรหัสนี้ ถ้าดูอ่อนหวานนุ่มนวลเกินไป สาวต้องระวัง เพราะเขาอาจกลายเป็น "เธอ" ไปในที่สุด
       
       
รหัสอ่านหนุ่มปลื้มสาม หนุ่มธาตุลม
       
       มาดเท่ห์ เสน่ห์แรง มีศิลปะในการเจรจา ปรุงแต่งอารมณ์ตามสภาวะได้ตลอดเวลา แต่งกายในสไตล์นำแฟชั่น เลือกผสมผสานหลากชิ้นส่วน มีเหตุผลในการเลือก และหวังผลในการถูกมองเห็นภาพรวมของตน ผมมีการเปลี่ยนสไตล์บ่อย
       
       เป็นคนไม่หยุดนิ่ง น่าสนใจ ให้ความสำคัญกับสาวๆ ทุกคนที่อยู่ใกล้ บางทีด้วยมาดที่อบอุ่นแบบให้คนคาดหวังก็ทำให้กลายเป็นคนเจ้าชู้ไปโดยไม่รู้ตัว หรือเคยตัวจนตั้งใจ
       
       หนุ่มรหัสนี้ จับให้หยุดนิ่งยาก สาวต้องศึกษาวิทยายุทธ์การจับปลาไหล และให้อิสระอย่างมีกติกา ก็จะคงความปลื้มได้ยาวนาน
       
       
รหัสอ่านหนุ่มปลื้มสี่ หนุ่มธาตุไฟ
       
       มาดท้าทาย โดดเด่น สะดุดตา ท้าพิสูจน์ โผงผาง จริงใจ ไม่เกรงใจ อารมณ์ร้อน หวือหวา ไม่เก็บตัว แต่งกายล้ำ นำแฟชั่น พูดมาก พูดซ้ำซาก พร้อมนำเพื่อน ทรงผมสไตล์ที่ชาวบ้านไม่ แต่เขาละชอบ เสื้อผ้าสนใจ ดีไซน์ใหม่ จับแพะชนแกะเป็นสไตล์ของตน
       
       เป็นมาดตรงกันข้ามกับหนุ่มธาตุดิน คือ คนดังประจำซอย ใครๆ รู้จักหมด เป็นหนุ่มสังคม ไฮโซรสแซ่บ ถ้าจะปลื้มต้องวิเคราะห์ ตรงความเนี้ยบ เพราะรหัสนี้มี 2 ทิศทางแห่งเป้าหมายของเพศที่หนุ่มธาตุนี้จะยอมให้ปลื้ม ดูให้ดีว่าเขาหวังให้ "สาวปลื้มเขา" หรือหวังให้ "หนุ่มปลื้มเขา"
       
      
 ทีนี้ก็ถึงข้อแนะนำเบื้องต้น สำหรับหนุ่มที่กำลังสับสนในมาดที่อยากให้สาวปลื้มของตนว่าควรจะยึดรหัสใด ก็คงต้องพิจารณาง่ายๆ เป็นแนวทางเบื้องต้น
       
       1. สถิติย้อนหลัง ประเมินความ "น่าปลื้ม" ของตนก่อน แล้วสรุปโดยคาดเองว่าอยู่ในธาตุใด
       
       2. สถิติย้อนหลัง ประเมินสายตา "สาวที่อยากให้เธอมาปลื้ม" ว่ามีทีท่า และอยู่ในระดับก้าวหน้า หรือถดถอยลง
       
       3. สถิติย้อนหลัง ประเมินจากพรรคพวกที่ทั้ง "ติ" ทั้ง "บ่น" ทั้ง "นินทาลับหลัง" หรือ "ต่อหน้า" ออกมาในแนวใด มีอนาคตด้านพัฒนาการความปลื้มให้ก้าวหน้าแค่ไหน
       
       4. ตั้งเป้าหมายก่อนว่าตกลงจะจัดลำดับของ "ความน่าปลื้ม" เป็นกี่ระยะ
       
       4.1 First Impression ปลื้มปุ๊ เมื่อแรกพบ
       
       4.2 Always Impression ปลื้มสม่ำเสมอทุกครั้งที่พบกัน
       
       4.3 Weaving Together ร่วมถักทอความปลื้มด้วยกัน
       
       4.4 R&D วิจัยพัฒนาผลลัพธ์ของความปลื้มตลอดชีวิต เมื่อบรรลุขั้นสุดท้ายของผลแห่งความปลื้ม คือ เป็นแฟนกัน เป็นสามีภรรยากัน
       
       ศิลปะศาสตร์การแต่งกาย (Art of Dress Up) ไม่ได้ตีกรอบแค่การสร้างภาพแห่งความประทับใจแค่แรกพบ หรือแค่สร้างเปลือกนอกด้วยเครื่องแต่งกายให้ดูดี เหมาะสม ลงตัวกับบทบาทและหน้าที่
       
       
ภาพลักษณ์ที่ใช่คุณ ไม่ว่าจะเป็นรหัสหนุ่มปลื้มธาตุใดสะท้อนจากภายในด้วย อาจบอกได้เลยว่า "ภาพลักษณ์ที่ใช่คุณ (Your Right Image)" ต้องสะท้อนตัวตนที่เป็นคุณด้วยInner + Outter Packaging คือ อารมณ์ร่วมระหว่างกันและกันอย่างต่อเนื่อง
       

       "ความปลื้ม" ต่อมาดหนุ่มที่ "คุณปลื้ม" มันอยู่ที่คุณต้องตัดสินใจว่า "จะปลื้มอย่างไร"คุณอาจกำลังปลื้มหนุ่มรหัสธาตุดิน เพราะบังเอิญเขาแข็งแรงและนำคุณได้ แต่ในใจโหยหา ความอ่อนโยนแบบหนุ่มรหัสธาตุน้ำ หรือหวือหวาแบบรหัสธาตุลม และรุนแรงดั่งทะเลบ้าแบบรหัสธาตุไฟ
       
       ต้องประเมินว่า ความโหยหานั้นมีเหตุปัจจัยจากกระบวนการทางอารมณ์ในสภาวะใด เพราะไม่แน่ หากคุณกล้าเผย (Dare To Tell) ให้หนุ่มมาดเข้มธาตุดิน ซึ่งคุณออกจากหลุมรัก เขาไม่ได้แล้ว กระบวนการร่วมถักทอรูปแบบการร่วมชีวิตคู่ ก็อาจปรับเปลี่ยนได้ไม่ยากเย็น
       
       ชีวิตอาจไม่ต้องเข้าข่าย "น้ำพริกถ้วยเก่า" เพราะการปรุงแต่งก็ปรับเปลี่ยนให้เกิด เป็น "น้ำพริกเก่า ในถ้วยใหม่" หรือ "น้ำพริกใหม่ ในถ้วยเก่า" ได้
       
       ปรัชญา 3 พึ่งพานำพามาซึ่ง "ความปลื้ม" พระพุทธศาสนาเชื่อในหลักความจริงที่ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึกฝน และ ฝึกได้ มนุษย์ที่ฝึกฝนตนดีแล้ว "ประเสริฐสุด" เพราะพึ่งพาตนเองได้ ให้ผู้อื่นพึ่งพาได้ พึ่งพาซึ่งกันและกันได้
       
       พระพุทธเจ้าทรงเป็นต้นแบบ "ทำให้ดู" ด้วยการฝึกฝนตนเองจนบรรลุสุดยอด ที่มนุษย์ผู้ฝึกฝนตนเอง พึงได้ พึงถึง ทรงวางระบบการฝึกฝนที่เรียกว่า "ไตรสิกขา" ให้ผู้ฝึกฝนเด่นได้ด้วย
       
       ศีล คือ มีการกระทำ และวาจาที่เป็นไปเพื่อเกื้อกูล ช่วยเหลือส่งเสริม และสร้างสรรค์
       
       สมาธิ คือ มีจิตใจที่งดงาม สงบ ร่าเริง เบิกบาน และเป็นสุข
       
       ปัญญา คือ มีความรู้ ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ชัดเจนดี มีเหตุผล เข้าใจหลักเกณฑ์ และความมุ่งหมายของสิ่งที่เกิดขึ้น
       
       (ตัดตอนมาจากบางส่วนของ SHORE Diary ฉบับเดือนกรกฎาคม 2548 จัดทำโดยคุณอินทิรา จำนงอาษา BEPetrothai Corporation)


มนุษย์ไฟฟ้า

04:02, 24 July 2007 .. 0 comments .. Link
สุดยอดมนุษย์ไฟฟ้า! ใช้ร่างกายย่างปลาสุก

ซินหัวเน็ต-จางเต๋อเคอ ชาวเมือง Altay ในเขตปกครองตนเองชนชาติอุยกูร์ ซินเจียง(ซินเกียง) ถูกคนที่นั่นขนานนามว่า "มนุษย์ไฟฟ้า" เนื่องจากเขาสามารถทนกระแสไฟ 220 โวลต์ที่ถูกปล่อยเข้าตัวโดยไม่ถูกย่างจนสุกไปก่อน และยังสามารถใช้ไฟฟ้าในตัวย่างอาหารสุก แถมรักษาโรคไขข้อ ปวดหลัง ปวดเอวได้ด้วย
       

       จางเต๋อเคอ ชายวัย 71 ปี สาธิตให้ผู้คนดูด้วยการนำหลอดไฟหลากสีมาแขวนตามศีรษะและหู มือข้างหนึ่งจับสายไฟที่มีไฟฟ้าขนาด 220 โวลต์วิ่งผ่าน อีกข้างจับสายไฟของหลอดไฟ ผลปรากฏว่าหลอดไฟสว่างขึ้นทันที และเขายังบังคับความสว่างของหลอดไฟได้อีกด้วย และเมื่อปล่อยกระแสไฟขนาด 220 โวลต์วิ่งผ่านตัวแล้วคุณจางก็สามารถย่างปลาเป็นๆ 1 ตัวสุกภายใน 2 นาที
       
       ทั้งนี้ ก่อนคุณจางจะเกษียณเคยทำงานเป็นพนักงานทางหลวงของเมือง Atlay ทุกวันนี้เขามักปล่อยกระแสไฟฟ้า 220 โวลต์เข้าร่างกายตัวเองเพื่อออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรง คนในท้องที่ต่างเรียกเขาว่า "ยอดมนุษย์"หรือ "มนุษย์ไฟฟ้า" เนื่องจากร่างกายของเขา
ไม่เพียงแต่เป็นตัวนำกระแสไฟ แต่ยังควบคุมแระแสไฟได้ด้วย
       
       ขณะเดียวกันคุณจางยังมักช่วยญาติ เพื่อนสนิทมิตรสหายรักษาโรคต่างๆเช่น โรคไขข้ออักเสบ ปวดเอว โดยรักษาผ่านกระแสไฟที่วิ่งผ่านร่างกายของเขา ซึ่งได้ผลดีมาก โดยผู้ป่วย 18 รายจาก 22 รายที่รับการรักษาต่างพอใจผลการรักษาอย่างยิ่ง
       
       คุณหวังซินเฮ่าเป็นหนึ่งในผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน คุณหวังมีอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับกระดูกสันหลังอย่างรุนแรง ได้แต่นอนอยู่บนเตียงไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปรกติ เมื่อแพทย์พิจารณาดูอายุและอาการป่วยของเขาก็ไม่กล้าที่จะลงมือผ่าตัด แต่หลังจากที่คุณจางใช้กระแสไฟฟ้ารักษาอาการป่วยให้แก่คุณหวัง 9 ครั้งใน 1 เดือน คุณหวังก็หายเป็นปรกติ ตอนนี้สามารถปั่นจักรยานได้เองโดยไม่ล้ม
       
       วิธีการรักษาของคุณจางก็ไม่ยุ่งยาก หลังจากที่ปล่อยกระแสไฟขนาด 220 โวลต์เข้าร่างกายของยอดมนุษย์ไฟฟ้ารายนี้แล้ว นิ้วทั้ง 5 ของเขาก็เปรียบเสมือน "เข็มไฟฟ้า" ที่ใช้รักษาโรคต่างๆให้ผู้อื่น ซึ่งคุณจางก็ใจดีไม่คิดค่าบริการใดๆ และหากรักษาไป 3 วันแล้วไม่เห็นผล เขาจะบอกให้ผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล
       
       ทั้งนี้ ในปี 1994 หลังจากคุณจางเกษียณแล้ว เขาได้ไปตรวจร่างกายที่สำนักงานในท้องถิ่นของบัณฑิตยสถานด้านวิทยาศาสตร์ของจีนในซินเกียง ซึ่งนักวิจัยสรุปว่าเป็นความสามารถด้านร่างกายที่พิเศษอย่างหนึ่ง แต่ไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจน ดังนั้นทุกวันนี้ คุณจางก็หวังจะให้หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ช่วยสรุปผลความสามารถพิเศษของร่างกายเขาในเชิงวิทยาศาสตร์.


{ Last Page } { Page 1 of 2 } { Next Page }

About Me

Home
My Profile
Archives
Friends
My Photo Album

Links


Categories


Recent Entries

ประวัติส่วนตัว
เงาสยอง
เมื่อเวลาหยุดเดิน
แม่
จุดจบของมือที่3

Friends




Power By : BlogKa.com - Free Blog Hosting